ไม่มีชื่อ
ทุกการเคลื่อนไหวที่ไปสัมผัสกับสภาพภายนอก และสภาพภายนอกนั้นก็สัมพันธ์อยู่ในจิตก่อนหน้านี้ เหมือนการตักดื่มภูมิทัศน์ภายนอก และน้ำที่ดื่มก็คือน้ำในตน ทุกอย่างนี้กลมกลืนกัน จนหยุดนิ่ง จะเคลื่อนก็แต่กระแส เหมือนทะเลเดิมซึ่งระลอกคลื่นเคลื่อนไป จิตนี้ยังเป็นร่างทั้งหมดของคน คนดำรงอยู่ภายใต้ขอบฟ้าจิตนี้ ธรรมชาติเคลื่อนไหว หากแต่จิตนี้มิได้สัมผัส สิ่งที่จะสัมผัสคือความว่างของปัญญา ที่นั่นไม่มีจิต
ศรัทธาของเค
ค่ำคืนหนึ่งผู้เฒ่าชรามาเยี่ยมเยือนเคถึงที่บ้าน พร้อมกับความรู้สึกท่วมท้นที่ต้องการเจรจา ช่วงหนึ่งท่านกล่าวกับเคว่า
“…มันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่มีสิ่งศรัทธาใด หากไร้สิ่งนั้น และหากจิตใจเธอไม่เฉื่อยชาไป เธอจะทนกับการมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? หากสำนึกเธอสูงกว่ารูปแบบทางวัตถุ ไร้เป้าหมาย ไร้การเคลื่อน แล้วสำนึกอันเป็นชีวิตเธอนี้ ยังจะมีแรงกระตุ้นให้หายใจหรือ? อะไรเล่าที่เธอพบ หลังจากที่เธอไม่ใช่สิ่งที่จะหลอมรวมกับสภาพแวดล้อมทางสังคมได้, เธอจะทนไม่ไหว เธอจะตาย หากไร้สิ่งที่ช่วยเธอออกจากความว่างเปล่า แล้วสิ่งนั้น –เมื่อพินิจดูจากจิตเธอแล้ว ทำไมจะไม่ใช่ศรัทธาต่อ –องค์ที่อยู่เหนือโลกเล่า?”
เค นิ่งไปสักพัก แล้วจึงพูดออกมาว่า
“หากเราจะศรัทธาอะไรสักอย่าง สิ่งนั้นย่อมเป็นชีวิต แล้วเราจะบอกความหมายนี้อย่างไร? เราคงจำลองคำพูดได้เพียงว่า เรายอมต่ออำนาจของการเกิด การตาย การดำรงอยู่ การบุบสลาย เรายอมต่อโลกที่อุบัติให้เราเห็น ยอมรับการดำเนินไปของสิ่งต่างๆ รูปทรง และแสงสีต่างๆ ยอมรับการมาอยู่ของมนุษย์ และการยังอยู่ของมนุษย์ เราตักน้ำจากบ่อนี้ดื่มกิน ถูก, เรายอมรับสิ่งสูงส่ง สิ่งที่โพ้นไปจากนี้ ยอมรับว่ามนุษย์จำเป็นต้องไปสู่อุดมคตินั้น แต่ก็ยอมรับว่า มันอาจไม่เป็นจริง ที่สุดเผ่าพันธุ์มนุษย์กลับกลายไม่มีเป้าหมาย แน่นอน, มนุษย์ปัจเจกนั้นอาจไม่มีเป้าหมาย และมนุษย์ปัจเจกทั้งหมดอาจไม่มีเป้าหมาย แต่มนุษยชาติยังคงมีเป้าหมาย –คือ –การเกิดดับของพวกเขาต่อไป นี่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลเอาเลย ก็นี่ไงเราถึงเรียกว่าศรัทธา”
“มันเป็นไปไม่ได้” ท่านผู้เฒ่าท้วง “เพราะที่สุดแล้ว นี่จะไม่ใช่ศรัทธาชนิดที่ทำให้เธออยู่ได้ ใช่, การอยู่หรือไม่อยู่อาจไม่ใช่มาตรวัดการมีศรัทธาของเธอ แต่หากเธอตายเพราะการสิ้นหวัง –นั่นจะบอกได้ว่าเธอไม่มีศรัทธา –สิ่งที่เธอพูดนั้น มันไม่ต่างอะไรจากความอดทนนะ”
“เราบอกได้ว่ามันไม่ใช่ศรัทธาอย่างที่ท่านจะเอาความรู้สึกทางศรัทธาของท่านมาเปรียบกับเรา และหากเราตาย ก็ไม่ใช่เพราะสิ้นหวัง โปรดบอกเถอะ, เรายังจะหวังอะไรอยู่อีกหรือ? ศรัทธาของเราไม่ได้ช่วยให้เราปลอดภัย เพราะที่จริงแล้ว เราคือศรัทธานั้น และเราก็ไม่อาจควบคุมมันได้ เราจะบอกท่านว่า ต่อไปโลกอาจเสื่อมทรามลง มันอาจจะย่อยยับและดับสูญไป แต่ความคิดนั้นก็ไม่มีผลอะไรกับความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตเราเลย ท่านคงเข้าใจ, ว่าหากโลกดับสูญ เราก็ต้องตายด้วยใช่ไหม? แต่ความศรัทธาตรงนี้ของเราก็ยังคงอยู่ และมันจะยังคงอยู่แม้โลกและเราจะดับสูญไป”
เมื่อท่านผู้เฒ่าขอตัวกลับ ในระหว่างทางกลับที่พักนั้นท่านรำพึงออกมาว่า
“แท้ที่จริงแล้ว นี่เป็นความคิดของคนศรัทธาพระเจ้าอย่างลึกที่สุด เพราะพระเจ้าของคนเช่นนี้ ไม่ได้มีความนึกคิด หรือรู้สึกอย่างมนุษย์จนเขาจะเอาตัวไปพึ่งพิงด้วยได้ เป็นศรัทธาบริสุทธิ์ เป็นศรัทธาของพระเจ้า”
วิญญาณพเนจรพูด
ครั้งหนึ่ง เค นอนนิ่งอยู่ในห้องด้วยความป่วยไข้ เขาพร่ำเพ้ออะไรบางอย่างเกินที่จะจับความได้ สักครั้งหรือสองครั้งที่อาการของเขารุนแรงขนาดที่เห็นภาพหลอนอยู่ตรงหน้า เขาเอามือไขว่คว้าภาพนั้นอย่างคนเสียสติ ผมรุดเข้าไปจับแขนทั้งสองของเขาให้อยู่นิ่ง เขาผ่อนคลายลง และลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า
“…ผู้คนยังเข้าใจเรื่องศาสนาน้อยเกินกว่าที่พวกเขาจะกล่าวยอมรับความแตกต่างทางศาสนา และตอนนี้พวกวลีอันเป็นคำขวัญของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติทั้งหลายนั้นก็ได้ปลูกถ่าย เติบโต ผลิเต็มอยู่ในประชาชนทั่วไปจนเกินกว่าที่เขาจะทนฟังถ้อยคำที่รบกวนคำเหล่านั้นแม้แต่เพียงน้อยนิด ช่างดูเปราะบางจนน่าสงสารเหลือเกิน เจ้าคำน้อยๆ ที่ถูกพวกเขาเอาไปเป็นจิตเตาะแตะนี่ ! การปลูกฝังสำนึกบางอย่างเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยเฉพาะหน้านั้น ออกจะเป็นการบีบคั้นความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเกินไปหรือไม่? พฤติกรรมโดยรวมของสังคมนั้นเกิดจากรายละเอียดเล็กน้อยที่อยู่ในจิตบุคคลซึ่งตนไม่มีอำนาจพอจะเข้าใจมัน, มนุษย์แสดงออกให้เห็นว่า สิ่งในสำนึกอันเกินกว่าที่ตนจะเข้าใจนั้น มีอิทธิพลเหนือพวกเขาเสมอ, “จิต” ที่ถูกบงการควบคุม หรือถูกสร้างขึ้นจากความคิดหนึ่งประโยคนั้น อันที่จริงมันได้บีบคั้นเอาสิ่งที่วลีนั้นไม่อาจควบคุมได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งออกมา -และรายละเอียดของบุคคลนี้จะค่อยๆ กลายเป็นความรุนแรงในอนาคตภายหน้า –ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เฉพาะปัจเจก แต่เป็นสังคมนี้ –ที่ยามนั้นมันย่ามใจว่าปรามจิตมนุษย์ลงได้ด้วยคำขวัญที่พลเมืองดีทั้งหลายพึงทำตาม”
ผมคลายมือที่บีบกำแขนของเขาไว้ และกลับมานั่งที่เก่า ฟังเขาพูดพร่ำ และคอยระวังอาการหลอนของเขา
“ช่างเป็นสังคมที่ดีจนน่ากลัวอะไรอย่างนั้นนะ ช่างเป็นจิตสังคมที่น่าเบื่อและขาดพร่องต่อการพิจารณาตนเองอะไรเช่นนี้ ช่างเชื่อถือกับความรู้สึก และถูกสร้างได้ง่ายดายเหมือนป้อนข้อมูลเข้าไปอะไรอย่างนี้ และช่างขุ่นเคืองเอาได้ง่ายๆ หากถูกตำหนินิดๆ หน่อยๆ ช่างเชื่อมั่นกับความรู้สึกตนจนนำไปเป็นบรรทัดฐานกับคนอื่น –ถูกแล้ว ซ้ำยังบอกให้คนอื่นยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันด้วย อะไรกันนั่น, เราไม่เคยพบอะไรขนาดนี้ในประวัติศาสตร์เลย ความรู้สึกถึงการยอมรับความแตกต่างที่มันมากเสียจนผู้คนบังคับให้คนอื่นเชื่อ และก็กลายเป็นตัวเขาเองที่ไม่ยอมรับฟังอะไรเลยที่มันแตกต่างไปจากตน มองคนอื่นเป็นความแตกต่างที่ตนไม่จำเป็นต้องรับฟัง ช่างมีความรุนแรงอะไรอย่างนั้นภายใต้ความคิดของเขานั่น และช่างเปราะบางอะไรอย่างนั้นในสังคมที่มีเสรีทางความคิดเสียจน ไม่มีใครเป็นอิสระจากเสรีนี้พอที่ตนจะเข้าใจข้อเท็จจริงง่ายๆ ได้เลย”
“โดยเฉพาะเรื่องศาสนานั้น” เขากล่าวลั่น “หากเราไม่มีความกระหายที่จะเข้าถึง มากกว่าการยอมรับไปเสียหมดตามประเพณีอันมีมาแต่ดั้งเดิมนั้น อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ ? มันย่อมหมายถึงการบังคับให้เด็กๆ รุ่นต่อไปเสพติดความหลากหลายทางศาสนาซึ่งเป็นเพียงมายาคติที่ถูกตั้งขึ้นโดยจุดประสงค์แอบแฝง และพวกพ่อแม่เขาไม่เคยเข้าใจมันเลย –มีอะไรหลายอย่างในโลกที่พลเมืองมักมีท่าทีเช่นนี้ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาถูกความหลอกลวงโจมตีไปเสียทุกด้าน นั่นเป็นเหตุให้แม้แต่สิ่งที่เลวที่สุดก็กลายเป็นสิ่งห้ามแตะต้อง ศาสนาที่แท้จริงมันควรจะสนับสนุนศักยภาพทางศาสนาที่อยู่ในมนุษย์ ไม่ใช่ดึงมนุษย์ไปสู่ศักยภาพที่ “คนอื่น” ก่อตั้งขึ้นในนามของมัน มันควรพูดให้น้อย และถ่ายเทท้องของคำพูดไปไว้ในปัญญาของเขาแทน มันควรอบรมเขาอย่างที่ยอดศิลปินถ่ายทอดตนไปสู่ศิลปะ หากศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นจากร่างในของมนุษย์คนนั้น เขาก็ไม่อาจพบเห็นศาสนาที่ใดในโลกแม้ว่าโลกของเรานี้จะมีศาสนาอยู่เป็นดอกเห็ดก็ตาม และหากเขาพบ มันก็ไม่มีศาสนาที่เป็นอื่นอีกต่อไป นอกจากศาสนาอันนี้ที่อยู่ในร่างใหญ่ของมนุษยชาติ”
เขาหลับตาครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
“สิ่งที่เราพูดนี้ ยังคงจะไม่มีใครสักคนทนฟังได้ ทว่าเราก็ไม่มีเวลามากนักอีกแล้ว ความเข้าใจชนิดนี้มันถูกเมินเฉยเกินไป และเราเกรงว่าที่มันถูกเมินเฉยก็เพราะมันถูกอำนาจจากศาสนามีชื่อทั้งหลายผลักออกไปจากจิตวิญญาณมนุษย์โดยไม่มีใครรู้ตัว พวกเขายังคงจะเล่นเกมของคำพูดเช่นนั้นต่อไป สาดเทพวกมันเข้าไปในอากาศ ทำทุกวิธีเพื่อให้มีคนเชื่อให้มากเข้า แม้จะบีบมันให้หดเล็กเท่ากะโหลกของพวกเขา เราเชื่อในสิ่งที่เรียกว่าความดี แต่มันเป็นคนละเรื่องกับแบบที่พวกเขาเชื่อกัน –ความดีที่แต่งแสร้ง และไม่พบความสัมพันธ์ใดสักอย่างที่เกี่ยวกับปัญญาดั้งเดิมในธรรมชาติอันมีอยู่จริง มากกว่าคำพูดล้นหลามมาจากประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์สมมุติที่มีไว้เพื่อป้องกันจลาจล –สังคมแบบนี้ออกจะน่ากลัวสำหรับวิญญาณแม้มันจะไม่มีอาชญากรรมทางกายเนื้ออยู่เลยก็ตาม
หากปัจเจกต้องการแสดงให้เห็นในพลังสร้างสรรค์ทางวิญญาณของเขาแล้ว เขาควรแสดงมันให้เห็นด้วยศาสนาไร้คัมภีร์ที่อยู่ในตัวเขานั้น เราชื่นชมศาสนาบริสุทธิ์มากเท่ากับศิลปะบริสุทธิ์ แต่การแสดงมันออกมานั้นเขาจะพบว่าวิญญาณตนโดดเดี่ยวอย่างที่สุด ด้วยไม่มีผู้ใดในข่ายศาสนาใดในโลกนี้จะยอมรับคนไร้ศาสนาอย่างนั้น ดังนั้นแล้ว ขอให้เรายุติเรื่องเหล่านี้เถิดสหาย เดินออกไปจากการเล่นเกมของพวกเขา ให้พวกเขาพ่นน้ำลายล้นฟ้ากันต่อไป ให้พวกเขาเป็นเจ้าโลกด้วยอนุสาวรีย์โบราณนั้น ที่นี่ –มันไม่มีอะไรให้เราทำอีกแล้ว ดังนั้นแม้คนทำชั่วที่สุดก็อาจเป็นพวกเราได้ โอ้สหาย จะรู้ไหมว่า เมื่อใครคนหนึ่งตัดจิต “นี้” ออกไป ความรักของเขาจะทำให้เขาโดดเดี่ยวยิ่งนัก”
แล้วเคก็หลับตาแน่นิ่งไปอีกนาน ผมค่อยๆ ย่องออกจากห้องนั้น พร้อมนึกทบทวนสิ่งที่เขาตวาดลั่นเมื่อครู่ จวนเจียนที่ผมจะทนไม่ไหว จนต้องเอามือกดขมับไปพลางระหว่างการนึกทบทวนนั้น
ไม่มีชื่อ
เค มักกล่าวถึงศาสนาบ่อยๆ แต่ก็ไม่ชัดเจนเลยสักครั้ง เท่าที่ผมจำได้ และน่าจะชัดเจนที่สุด เขากล่าวไว้อย่างนี้ :
องค์กรศาสนาควรสอนให้เรามีวิจารณญาณ และอันดับแรกเลยคือการมีวิจารณญาณที่เป็นอิสระต่อมัน มันควรกล่าวว่า : ทำไมท่านจึงต้องเชื่อเรา?, เราควรฝันถึงศาสนาที่ถูกปลดปล่อยจากอำนาจบงการของมนุษย์ บางทีเรา (หมายถึงตัวเค) ก็ฝันถึงศาสนาที่ปราศจากแนวความคิดเสียด้วยซ้ำ, ศาสนาที่สร้างอนุสาวรีย์ใดๆ ไม่ได้ ศาสนาที่ไม่กลมกลืนกับความคิดเสียจนไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ และไม่ก่อสร้างตัวอะไรเลย เราฝันถึง ณ ขณะที่มันมีและหายไป และอย่างที่เราเห็นเล็กน้อยเกี่ยวกับธรรมสำคัญสักประการซึ่งก็พอแล้วต่อชีวิตไปตลอดของเรา : การอุบัติของสรรพสิ่ง รวมถึงชีวิต และปรากฏการณ์ที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ –มีความเป็นไปได้ ล้วนรั่วอย่างทันทีต่อการถูกเติมใส่ และเหตุที่ไม่มีอะไรคงอยู่ได้เลย เว้นเสียแต่การดำเนินเรื่อยไปเช่นนั้น จึงไม่มีตำแหน่งแห่งที่อันแท้จริง และไม่มีผู้คงอยู่เป็นอัตตะโดยแท้จริง อย่างนั้น, ศาสนาที่แท้จริงก็ไม่มีใครเอาไปเป็นของเขาได้ มันไม่ได้ตกลงใส่มือของผู้ใด เหมือนอย่างที่เอกภพรองรับสำนึกของผู้คนทั้งหมดไว้ เสียจนไร้อัตบุคคลใดแน่นอนสักคน
t
ใช่ว่าใครๆ ก็รับเอาศาสนาได้, ตัวศาสนาไม่ได้เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง และบุคคลไม่ได้เป็นเพียงร่างเปล่าๆ หน่วยหนึ่ง ศาสนามีความสัมพันธ์โดยตรงกับพลังงานในบุคคลที่เคลื่อนไปสู่ตัวมันด้วยตนเอง ที่เรียกกันว่าจิตแห่งศาสนา, การรับแนวคิดอะไรๆ ที่กลุ่มตนตั้งเอาไว้บนยอดสุดขอลัทธิตน ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับศาสนาที่เรากล่าวนี้, เราเห็นคนมามากที่พยายามถ่ายสำเนาจากหน่วยลัทธิที่ตนเชื่อให้มาเป็นของตน –ด้วยตนได้ชื่อว่าเป็นสาวกแล้ว, กลายมาเป็นคนที่ดูเหมือนถูกคำพูดของคนอื่นกดทับสิ่งที่ตนเป็นไว้ โดยพยายามหลอมมันให้เข้ากับคำพูดนั้น พยายามอย่างเหลือทนทีเดียวเพื่อให้ตนมีกระบวนความคิดอะไรๆ ที่จะทำให้ตนสบายใจไปหนึ่งเปราะ, เราทนกับคนอย่างนี้ไม่ได้เลย, เราจะพูดอะไรอย่างเปิดใจกับคนอย่างนี้ได้ยากเต็มที -เขาไม่ยอมลงมาเสียทีกับจินตนาการของตนที่ขึ้นไปอยู่บนสิ่งที่เขาท่อง –พยายามให้บทนั้นเป็นมนตร์อันเสกตน –ชุบตนให้มีเป็นคนใหม่, และเราเคยเห็นคนที่ไม่เคยสนอะไรกับศาสนาเลยจนอายุหลัง 60 ในตอนนั้นตนก็เห่อใหม่ๆ กับศาสนา ด้วยพลังชีวิตที่มันอ่อนล้าเหลือแสน, เหมือนกับตนค้นพบของเล่นใหม่ๆ เอาเมื่อบั้นปลาย และได้บรรลุความหวังจากความผิดหวังทั้งหมดของคนชราลอยลำไปในอะไรๆ ที่มันคลุมเครือเต็มทีกับชาติภพนี้
บันทึกของเค (2)
…
ไร้จิตชนิดที่ดูอยู่,
ในระดับของส่วนเล็กสุดของความรู้สึกที่ถูกจุดขึ้นมาในขณะหนึ่งๆ –ก็ “เป็น” แล้วซึ่งสิ่งที่มีขอบเขต, ก็เพียงพอแล้วที่จะเหวี่ยงตนเข้าไปสู่เขตแดน –สู่เขตสัมพันธ์ของแบบจิต,
ทุกชนิดของการมีความสัมพันธ์นั้นนำมาสู่สภาพของการมีความรู้สึกได้ –ซึ่งฟูเฟื่องกันมา –หนุนเนืองกันมากลายเป็นระดับผิวของการดำรงอยู่ -ราวกับทะเลซึ่งสาดซัดเข้าสู่ฝั่งความทุกข์ไม่มีหยุด
การมี –เป็นอย่างใด, แล้วหวนกลับมาสู่ความสิ้นขณะไม่ได้ก็เหมือนทารกที่ลืมครรภ์ตนไปแล้ว, ที่นี่มนุษย์มีเพียงโครงร่างเพื่อบรรจุเหล่าอาการรู้สึก –ความเจ็บ –ความกลุ้มทุกข์ของสิ่งภายใน, ของวังวนภายในที่ตนตระหนักซ้ำอยู่ในแบบนั้นไม่รู้สิ้น
…
-
คลังเก็บ
- กุมภาพันธ์ 2012 (1)
- มกราคม 2012 (1)
- กรกฎาคม 2011 (1)
- มิถุนายน 2011 (1)
- พฤษภาคม 2011 (1)
- เมษายน 2011 (1)
- กุมภาพันธ์ 2011 (1)
- พฤศจิกายน 2010 (1)
- กันยายน 2010 (1)
- สิงหาคม 2010 (2)
- กรกฎาคม 2010 (1)
- พฤษภาคม 2010 (1)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS