เกี่ยวกับ มาลีกับฉัน
ทำไมรูปแบบจึงสำคัญต่องานเขียน? เพราะเนื้อหาถึงที่สุดแล้วมันจะไม่สามารถแสดงออกมาได้ด้วยข้อเรียกร้องตามปกติ นักเขียนที่มองหาเนื้อหาที่ดีจะมองข้ามรูปแบบ เพราะเขาไม่มีเนื้อหาอะไรให้เขียน แต่ถ้ามันเหมือนจะระเบิดออกมาจากภายใน นั่นเพราะว่าการสื่อสารตามปกติไม่อาจรองรับสิ่งเหล่านั้นได้ ทุกสิ่งจะบีบคั้นให้เขาคิดค้นรูปแบบ และในที่สุดรูปแบบก็แยกจากเนื้อหาไม่ได้ เพราะองค์ประกอบยิบย่อยทุกส่วนมีผลทั้งนั้นต่อการสร้างงานเขียนขึ้นมา และเป็นผลที่ผูกพันอยู่ในจิตวิญญาณของผู้เขียน ถ้าไม่มีรูปแบบที่เหมาะสมก็จะไม่มีอะไรผ่านพ้นมาจากปากกาได้ ยกตัวอย่างในบางกรณี เช่นการไม่พูดมีความหมายมากกว่าการพูด, มันมีรูปแบบในการเขียนบางอย่าง ที่ใช้ความเงียบเกิดคุณค่ามากมายต่อตัวเอง เพราะความเงียบหมายถึงช่วงเวลาที่ไม่ได้กล่าวถึง มันจึงเป็นตัวเชื่อมต่ออย่างดีให้แก่บทต่อไป เพราะมันมีผลต่อความรู้สึกของผู้เขียนที่ว่า เขาได้เติมมันลงไปแล้ว มากมาย และอิสระ โดยบทต่อไปได้กลายเป็นกระจกสะท้อนให้แก่มัน แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย
ในมาลีกับฉัน ผมไม่ต้องการเนื้อหาประเภทที่เราจะพูดว่า “ฉันมีประเด็นแล้ว” สิ่งเดียวที่ผมหวังเห็นจากมันคือที่สุดเท่าที่เราจะสามารถหาขอบเขตของมันได้
ผมมักคิดเกี่ยวกับการที่ไม่มีอะไรให้เขียน เพราะมันมากไปกว่าที่เราจะเขียนมันออกมาได้ แต่เพราะอย่างนั้น มันจึงต้องหาทางออกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งผมมองไม่เห็นว่าจะมีวิธีใดดีไปกว่าการเขียน
ที่เรานำสัญลักษณ์ต่างๆ เข้ามาสู่การเขียน ไม่มีเหตุผลใดอื่นนอกจากว่ามันเป็นอะไรที่เราใช้อธิบายในหนังสือหนึ่งเล่มด้วยคำๆเดียว
ธรรมชาติเป็นตัวบอกเราว่ามันไม่มีจุดจบ จุดจบเริ่มขึ้นมาจากขอบเขต มันเหมือนกับเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย ความไม่รู้นั้นทำให้เขาบริสุทธิ์ มันไม่ใช่ความไม่รู้จากการสงสัย แต่มันคล้ายๆกับคุณมองไปที่สันเขาไกลๆ และเห็นมันสลับซ้อนกันไม่จบในความลางเลือนของหมอก
บางทีผมอาจไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย
เกี่ยวกับการนำจิตสำนึกลงสู่งานเขียน 1
หลายวันมาที่ข้าพเจ้าผูกพันกับแนวความคิดเกี่ยวกับการแสดงจิตสำนึกออกมาในหน้ากระดาษ ข้าพเจ้าค้นหาวิธีการ รูปแบบ และท่วงทำนอง ที่จะสามารถลอกแบบให้ใกล้เคียงที่สุดกับจิตสำนึก นั่นหมายถึงการรวมทั้งหมดให้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผ่านทางภาษา ซึ่งก็คือการใช้ลักษณะของเวลาเพื่ออธิบายพลังที่อุบัติขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่งซึ่งแทบจะปราศจากเวลา คล้ายๆ กับความล้นเหลือของพลังที่อยู่ในหัวค้อนก่อนที่มันจะกระแทกตะปูลง การลอกแบบธรรมชาติหนึ่งลงสู่ธรรมชาติหนึ่งซึ่งมีความขัดแย้งกัน, อย่างที่เรารับรู้กันเกี่ยวกับคุณลักษณะทางภาษามนุษย์ที่ใช้กันอยู่ นั่นคือเป็นการทำให้สิ่งต่างๆ แยกออกมาเพื่อบ่งชี้วัตถุใดหนึ่ง เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ ภาษาเกิดขึ้นมาจากวัตถุ และพูดกันให้ตรงที่สุดวัตถุคือจิตสำนึกที่เราใช้กันอยู่นี้? วัตถุนั้นคือสิ่งกินเวลาและพื้นที่ มันต้องอาศัยหลักเกณฑ์พื้นฐานนั่นคือการเกลี่ยคำอธิบายย่อยๆ มารวมกันเพื่อให้เกิดคำอธิบายใหม่ซึ่งครอบคลุม ทว่ากฎเกณฑ์พื้นฐานนี้ก็ยังไม่ดีพอ ที่จะลอกแบบจิตสำนึกที่ต่างออกไปจากนี้ คือ การลบเส้นแบ่งระหว่างวัตถุกับวัตถุลงไปตั้งแต่ต้น เพราะการอธิบายทีละอย่างเพื่อจุดประสงค์จะทำให้เป็นอย่างเดียวกันเป็นการยืนยันแต่แรกแล้วว่าสิ่งต่างๆ แยกกันอย่างน้อยก็โดยภาษาที่มันใช้กล่าวถึง ทางที่จะทำให้คล้ายกับความเป็นต้นแบบมากขึ้นก็คือ ต้องไม่มีสมมุติฐานทางภาษาที่ว่าสิ่งต่างๆแยกจากกัน โดยวิธีการกล่าวอ้างถึงวัตถุใดหนึ่งเป็นชิ้นๆ แต่ต้องทำให้ได้มากที่สุด เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ทางภาษาที่มาจากพื้นฐานว่าสิ่งต่างๆ รวมกันแล้วตั้งแต่ต้น นี่จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญตราบเท่าที่เรายังคำนึงถึงรูปแบบจิตสำนึกที่รับรู้ถึงภาวการณ์หลอมรวมของสิ่งต่างๆ เช่น เสียงที่หลอมรวมกัน และความรู้สึกที่หล่อหลอมกัน ข้าพเจ้าคิดถึงความรู้สึกที่หลอมรวมกันเพราะว่ามันเป็นผลพวงมาจากการลดทอนสิ่งมีมลทินออกไป เพราะข้าพเจ้าเชื่อในความบริสุทธิ์ –ข้าพเจ้าจะถูกติงในข้อนี้แต่ก็ยังคงยืนกรานในเรื่องนี้ และความบริสุทธิ์เกี่ยวข้องกับการลดทอน และการลดทอนถึงที่สุดก็คือการหล่อหลอม สำหรับข้าพเจ้ามันเป็นวิธีเดี่ยวที่จะทำให้พบกับความสงบ ข้าพเจ้าจะอธิบายเรื่องความสงบดังกล่าวนี้ และคุณจะเห็นว่ามันเกี่ยวข้องอย่างหนักแน่นกับเจตจำนงที่อยู่ในข้อเขียนนี้ทั้งหมด อันดับแรกข้าพเจ้าจะยกความตายเข้ามาในเรื่องของความสงบ ความตายที่ทรงพลัง เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงมัน มันเอ่อล้น และจริงจังกระทั่งว่าร่างกายที่บอบบางนั้นจะทนรับไม่ได้ การปัดเป่าให้เกลี้ยงไปกลับมาพบกับเจตจำนงที่จะตาย อะไรๆ เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของการเป็นอิสรภาพ และการปลดปล่อยอย่างลึกซึ่ง ทุกอย่างที่จิตวิญญาณได้ให้ความหมาย หรือความหมายนั้นกลายเป็นจิตวิญญาณ จะมาสู่ห้วงมรณา ของการรำพันในความมืด มันเป็นความแรงกล้าซึ่งจะระเบิดทุกสิ่งออกมา ความแรงกล้านี้จะหาวิธีที่จะดึงดูสมาธิมาจากที่ห่างไกล พูดนัยหนึ่ง มันจะลงรอยกับสมาธิที่เปี่ยมด้วยพลังงาน ที่ไม่ใช่ความเงียบ แต่เป็นความปั่นป่วนที่เต็มด้วยระเบียบ ข้าพเจ้ามักยกตัวอย่างเกี่ยวกับน้ำพุที่นิ่งสงัดอย่างที่สุดเมื่อมันขึ้นสูงสุด ในความระเอียดเกินพรรณนาของการชั่งวัดอย่างมีแบบแผนของน้ำพุที่ขึ้นไปสูงสุดนั่นคือการหยุดสงัดอย่างไร้ที่ติ มันคือความสงบที่เปี่ยมล้น ความแรงกล้าของความตายจะต้องมาพบสมาธิชนิดนี้เท่านั้น คลื่นที่โหมกระหน่ำจะกลับสงบเมื่อพบโขดหิน! ศิลปินจะพานพบความสงบจากการเข้าไปสัมผัสทุกสิ่งอย่างลึกซึ้ง หาใช่การปฏิเสธมัน ข้าพเจ้าคิดถึงงานเขียนที่ดึงดูดทุกสิ่งเข้ามาสู่ใจกลางของมัน เพราะในขณะนั้นความสงบคือความบริสุทธิ์ที่คนๆ หนึ่งใฝ่หาได้
ข้าพเจ้าคิดว่าการทำให้เสียงดังมากๆ ในชั่วเวลาขณะสั้นๆ จะเกิดผลมากกว่าเสียงเบาๆ ที่เนิ่นนาน แต่เงื่อนไขของภาษา เพื่อจะทำให้เกิดมีพลังนักเขียนจะต้องใส่ความเนิ่บช้านานแสนนานไปให้กับผู้อ่าน แต่นั่นนับเป็นความเนิ่บช้าโดยเนื้อแท้ของภาษา ,หากแต่ที่ข้าพเจ้าคิด มันต้องมีอะไรเกี่ยวกับท่วงทำนองที่ใช้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์นี้เพื่อหักทำลายตัวมันเอง การเขียนแบบที่ว่าใช้ความเหนือสำนึกนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ดีพอ ประการแรกก็คือความเหนือสำนึกก็ยังน่าเคลือบแคลง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเพียงพอต่อมัน ข้าพเจ้ายังคงเลื่อมใสในการมีอยู่ของวัตถุ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่นำเราไปสู่ความรักได้ ข้าพเจ้ามองไม่ออกเลยว่าผู้ที่เลื่อมใสนามธรรมจะไม่สรรเสริญวัตถุได้อย่างไร? เหตุเพราะในวัตถุนั้น เราเห็นอะไรๆทั้งหมดที่เป็นเรื่องราวเบื้องหลังมัน และเบื้องหน้าจักรวาล
ทำไมท่วงทำนองจึงกลับมามีคุณค่ามากมายต่องานเขียนในลักษณะที่ข้าพเจ้าพึงใจ? เพราะมันเป็นทางเดียวที่นึกออกเกี่ยวกับการปลดปล่อยการใช้อำนาจทางภาษาออกมาอย่างอิสระที่สุด ในท่วงทำนอง จิตสำนึกล้นไหลโดยไม่ถูกกรองจากสามัญสำนึกทางภาษา การใช้เหตุผล การลำดับ และการสนองต่อการสื่อสารสู่บุคคลอื่นๆ ที่สำคัญในส่วนลึกสุด หรือพื้นฐานของท่วงทำนองสิ่งต่างๆจะไม่ถูกแยกออกโดยกลไกทางสมอง ทุกสิ่งถูกกลบดานในลักษณะผสมผสาน ข้าพเจ้าคาดหวังว่าท่วงทำนองนั้นจะเป็นลายมือที่จริงแท้ที่สุดของนักเขียน ด้วยเหตุนี้เขาจึงจะเห็นคุณค่าของอำนาจในตนเอง และการใช้อำนาจของตนเอง ปัดเป่าสิ่งที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างแท้จริง สิ่งที่เราไม่ได้โหยหาในวิญญาณ สิ่งที่ไม่ได้ถูกผ่าตัดครั้งสุดท้าย เลือดเนื้อที่อยู่ภายในของการเรียกร้อง การตะโกนครั้งสุดท้ายของเรา
การค้นหาแรงบันดาลใจเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับข้าพเจ้า งานเขียนไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์อันสื่อวิญญาณไม่รู้จบอย่างนั้นหรือ? มีอะไรมามายในตัวเขาแต่ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถพูดพล่ามได้ทั้งคืน หากข้าพเจ้ามีความกล้าที่จะพูด ข้าพเจ้าคงจะพูดว่า การเดินทางของมนุษย์ได้มาถึงจุดสุดท้ายตั้งเนิ่นนาน และนานเกินไป มันคือจุดแรกเริ่มที่เราควรจะทำ นั่นคือการถามหาพระเจ้าในส่วนลึกสุดของเผ่าพันธุ์เรา หากสิ่นี้เข้มข้นอยู่ ณ ขณะนี้ มันก็ไม่มีอะไรจะต้องเขียน นอกจากสิ่งที่ไม่อาจจะเขียนได้
ในเบื้องต้น หรืออย่างน้อยในหนึ่งย่อหน้า มันจะไม่มีจุดเริ่มและจุดสิ้นสุด นั่นเป็นโครงสร้างที่จะทำให้การลำดับเวลาไม่มีอยู่ เราสามารถนำประโยคต่างๆ เข้ามาอย่างกระโดดข้าม ในช่องว่างที่หายไปของประโยค เป็นการยืนยันถึงการลดทอนสิ่งไม่จำเป็น และเป็นการนำสัญลักษณ์จากที่ห่างไกลเข้ามาแสดงตัว ประสบการณ์ทุกอย่างในตัวบุคคล จะถูกบ่อนเซาะ และชะล้างด้วยอำนาจทางจิตวิญญาณที่คัดสรรสิ่งที่ดีพอเพื่อบำเรอตัวมัน -และด้วยอำนาจของการหล่อหลอม ประโยคจะกลายเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ประสบการณ์ที่สมบูรณ์ที่สุด มันจะเป็นเหมือนญาณที่หยั่งรู้ว่าสัญลักษณ์ใดเมื่อนำมารวมกันแล้วจะเกิดผลตามเป้าประสงค์ของการเขียน ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนคำพยากรณ์ มีประโยคที่สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้วนั่นคือโครงสร้าง และประโยคย่อยๆก็ลอกล่อนหล่นลงมา
เมื่อนำแนวความคิดที่เป็นไปไม่ได้นี้มาจับใส่ในการสร้างนวนิยาย ข้าพเจ้าก็จำต้องเผชิญกับคำถามที่หลีกหนีไม่ได้หลายๆ อย่าง และหนึ่งในนั้นคือ เรื่องราวคืออะไร? กระนั้นข้าพเจ้าก็ยังรักที่จะเขียนมัน นั่นเพราะความป็นนวนิยายนั้นมีสิ่งที่เป็นอมตะอยู่ นานมากที่ข้าพเจ้าไม่อาจลงรอยกับสิ่งต่างๆนี้ทั้งหมด ที่มันกลายเป็นเงื่อนไขของตน หรือของใครก็แล้วแต่ ในบางครั้งที่ข้าพเจ้านึกว่ามันแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ครุ่นคิดถึงนวนิยาย
ข้าพเจ้าคิดถึงนวนิยาย แต่ไม่ใช่นวนิยายที่จะนำพาไปสู่แก่นหนึ่ง และหากมีแก่นหนึ่งนั้นจริงก็ต้องใหญ่มากจนไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ อย่าง แต่ต้องเป็นหนึ่งเดียว อะไรๆ ที่มันคล้ายๆ หลอมรวม อย่างเช่นความรู้สึกนั้นปรากฏเข้ามาแต่ละขณะ และเป็นความรู้สึกต่างกัน แต่งานเขียนต้องสกัดความรู้สึกต่างๆ นั้นมาเป็นหนึ่ง ความรู้สึกต่างๆ นั้นต้องถูกขัดเกลา หรือ ยกระดับตัวมันจนกลายเป็นสิ่งที่มีวิญญาณ หมายถึงเป็นจริงพอที่จะกลับเข้าไปสู่จุดแรกเริ่มของมัน หรือมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวมันจนทำให้มีความหลอมรวมได้, การแบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นตอน แล้วหวังว่ามันจะไปรวมอยู่ในหัวคนอ่านทีเดียวเมื่ออ่านจบแล้ว ณ ที่นี้ โลกของข้าพเจ้า มันจะไม่สามารถถ่ายทอดสารที่เป็น “สาระสำคัญ” ได้เลย เพราะสาระสำคัญดังกล่าวขึ้นอยู่กับการหลอมรวมเป็นสิ่งเดียว เป็นการทำลายเวลาทิ้งไป ข้าพเจ้าคิดถึงทำนองของดนตรีเสมอ การเข้าแทรกแซงแต่ละห้องๆ แต่ละช่วงขณะ แต่ก็ทำให้รู้สึกทั้งหมด อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่แค่ปมหนึ่งในบุคลิกผู้เขียน แต่เป็นทั้งหมด นักเขียนควรนึกถึงอะไรทั้งหมดในตัวเขา ที่ไม่ใช่แต่ละชิ้นแต่ละอันเสมอ เขาจำต้องตระหนักให้ได้ถึงมัน เมื่อเขาพูดถึง “บางสิ่ง” ที่สำคัญในตัวเขา บางสิ่งนั้นย่อมเป็นโลกที่รวมหลากหลายสิ่งในตัวเขาแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแก่นเรื่องจริงๆ ที่ข้าพเจ้าต้องการจะเขียนนั้นไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการของนวนิยาย เพราะแก่นจริงๆ นั้น บางที เกือบจะไม่มี จะมีก็แต่เรื่อง เรื่องที่มันเป็นแก่นในตัวมันเอง มันแทบจะละลายอยู่ในทุกหยดหมึกที่เขาเขียนเลยทีเดียว ดูเหมือนจะมีอะไรสักอย่างที่มากมาย แต่ข้าพเจ้าไม่อาจเขียนมันได้ ไม่อาจเริ่มได้สักที
หากฉันอยู่ต่อหน้าบางสิ่งที่ฉันยอมแพ้พ่าย ฉันจะพูดอะไรนะ
ฉันกำลังนึกจะพูดอะไรสักอย่าง ฉันถามตัวเองเสมอว่า อะไรนะที่ติดอยู่ในหัวเรา หรือเรากำลังคิดอะไรนะ อะไรล่ะที่ทำให้ฉันคิดว่าตนกำลังคิดอะไร ในขณะที่ฉันไม่ได้คิดอะไร คงมีบางสิ่งอยู่จริงๆ บางสิ่งที่อยากจะสื่อสารกับใคร สมมุติว่าในยามที่ฉันต้องพูดออกมาจริงๆ หรืออยู่ต่อหน้าบางสิ่งที่ฉันยอมแพ้พ่าย เหมือนกับเด็กร้องไห้แงเมื่อแม่กอด ในตอนนั้น ฉันจะหาคำอะไรมาพูดล่ะ ประโยคที่ไม่ยืดยาวจนทำให้เสียพลังที่จะถ่ายทอดไป พรมของคำพูดที่จะรองรับความรู้สึกที่หนักพอ และไม่อาจคลี่ขจายออกไปตามช่วงเวลา คำพูดที่คมพอจะเหลาความรู้สึกนี้ให้ปักเข้าไปในอกฉันได้ เหมือนลมหายใจที่ฉันพยายามเอาออกให้หมดไป เหมือนท้องฟ้าหลังฤดูหนาว ลมอุ่นๆ เริ่มเข้ามา ในชั่วขณะที่ยอดของลมหายใจเข้า หลั่งไร้เข้าสู่จิตไร้สำนึก ช่วงแห่งเทวะน้อยๆ ของฉัน ที่ๆลมหายใจได้กลับเข้าสู่ต้นกำเนิดของมันอีกครั้ง –ความเปรมปรีย์อันบริสุทธิ์ ที่อยู่ในสมองของเรา ฉันแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไร้สาเหตุ มองดูสิ่งต่างๆ รอบตัว และก็ไม่อาจเข้าใจได้ ทุกสิ่งเป็นของมันอย่างนั้น เบื้องซ้ายของฉันผูกพันกับมัน เบื้องขวาของฉันอยู่ในจุดก่อนกำเนิดของพวกมัน มีแต่ความรักที่เหมือนว่างเปล่า หรือความว่างเปล่าที่เหมือนความรัก สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมาย แต่ก็ทรงอำนาจพอจะทำให้ฉันเกิดเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกแบบมนุษย์ ฉันมองและบอกตัวเองว่ากำลังมองอะไร เหมือนเด็กที่หัดอ่านหนังสือ หญิงคนนั้นกำลังกางร่ม ชายชราเดินเข้าร่มไม้ ต้นไม้ใบไม่เต็มทรง ผิวสัมผัสเรียบ ทางเดินไม่เสมอ ทอดยาวลึกลงไปจรดถนนอีกสาย พวกรถวิ่งผ่านไปมา ผู้คนเดินผ่านไปมา สักพักก็เริ่มจางลง แดดหายวับ ดึงผ้าคลุมสีทองของมันออก อีกเดี๋ยวอาทิตย์จะตกลงตรงโน้น ท้องฟ้ามืดลง โคมถนนจะส่องสว่าง ตลาดนัดเปิดไฟระยิบ ได้ยินเสียงเพลงเก่า สายลมอุ่นโชยมาไม่หยุด
หากฉันอยู่ต่อหน้าบางสิ่งที่ฉันยอมแพ้พ่าย ฉันจะพูดอะไรนะ มันมากมายเสียจนที่ฉันจะพูดอะไรได้ คำพูดคงหมดความหมายโดยพลัน ความหมายที่ทรงพลังอยู่ในอกของฉัน ภาษาที่ล้ำลึกคือภาษาที่โดดเดี่ยว
จิตสำนึกของความเป็นอื่น
1
เป็นไปได้ว่ามีจิตสำนึกบางอย่างที่ความคิดอะไรก็ไม่อาจเข้าถึงได้ ตรงนี้มันสำคัญที่ว่าเมื่อไม่มีความคิดใดเข้าถึง ก็ไม่อาจมีกิจกรรมใดของมนุษย์เข้าถึงได้เลย ยกตัวอย่างว่า เขาคนนั้นไม่มีความสัมพันธ์ใดกับระบบภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของสังคม ในแง่ที่มันมีอำนาจไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อเขา พูดอีกลักษณะก็คือ มันมีจิตสำนึกที่อยู่ลึกลงไปกว่ารูปแบบจิตสำนึกทางภาษา และเมื่อเขาเป็นสิ่งนั้น นั่นย่อมหมายถึง จะไม่มีการสื่อสารใดจากภายนอกเลยที่เปลี่ยนแปลงลักษณะที่เขาเป็นอยู่ได้ ความเป็นเขาไม่อาจเคลื่อนไปได้อีกด้วยภาษาภายนอก ด้วยเรื่องราวภายนอก หรือโดยที่สุด ด้วยสิ่งที่เรียกว่าความคิดใดๆ ก็ตามจากโลกภายนอก, ภาษาเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะจิตสำนึกของภาษา –หรือ เราควรจะพูดกันก่อนหน้านี้ในเรื่องของ “อัตบุคคลแห่งภาษา” หรือ คุณลักษณะของบุคคลที่เป็นเพียงแบบจำลองของภาษา –ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของผู้คน คือ มีความรู้สึกนึกคิด มีตัวตน มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ภายใต้อำนาจของภาษา
2
หากเขามีดวงตาที่อยู่หลังความคิด เขาย่อมต้องพบว่าความคิดไม่ได้อยู่ในจิตสำนึก หากแต่มันสามารถปรากฏเป็นจิตสำนึกในชั่วขณะใดหนึ่งได้ ในสัมผัสหนึ่งเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าความคิดหนึ่งที่ปรากฏเป็นปัจจุบันของบุคคลหนึ่งนั้น เป็นผลมาจากความคิดอื่นที่มีอยู่ก่อนในตัวเขาแล้ว ผู้อธิบายเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หลังจากที่ความคิดหนึ่งนั้นดำเนินผ่านไปแล้ว ความคิดต้นเหตุของความคิด ณ ขณะนั้นเกิดมีได้ก็เพราะผู้อธิบายได้ย้อนหลังความคิดนั้นไปสู่อดีตโดยใช้ความคิดของผู้อธิบายเอง ทว่าความคิดที่อุบัติ ณ ขณะนั้นสามารถเป็นเอกเทศในตัวมันเองได้เมื่อไม่มีผู้ใดไปคำนึงถึงต้นเหตุในตัวของมัน หรือมีจิตสำนึกใดไปเปรียบมันกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา และในขณะปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นจริง และขณะปัจจุบันก็เป็นเวลาจริงที่ข้าพเจ้าได้ใช้เพื่ออธิบายความคิดเมื่อครู่
3
หากไม่ใช่ในขอบข่ายจิตสำนึกของภาษา เป็นไปได้ว่า –มันก็จะไม่มีอะไรเลยที่บุคคลจะได้ประโยชน์จากการมีอยู่ของสังคม นั่นหมายถึง –ตั้งแต่ต้นแล้วที่ภาษามีเป้าหมายของมันอยู่ อัตบุคคลถูกสร้างมาจากภาษา และอัตบุคคลต้องการเป้าหมายโดยมีภาษาเป็นฐานรองรับ ปรับเปลี่ยน และทำให้ตนบรรลุผล โดยการซึมซับภาษาและประสบการณ์ของมัน และก็เป็นตัวภาษานั่นเองที่กำหนดบุคคลไว้ตั้งแต่ต้น –หากแต่เรากำลังพูดถึงจิตสำนึกที่ต่างออกไป –แม้ไม่มากนักแต่ก็ต่างออกไป, การผ่านจิตสำนึกทางภาษาเพื่อเข้าสู่ประสบการณ์โดยตรงของการมีอยู่ของ “ตน” และหากคุณเข้าใจ -การมีอยู่ของ “ตน” ที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของจิตสำนึกทางภาษา นั่นหมายถึง การมีอยู่ของ “ทั้งหมด” หรือการหลอมรวมทั้งหมดเข้าสู่การมีอยู่ หรือบางทีข้าพเจ้าเรียกว่า “จิตวิญญาณ”
4
ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมเช่นกัน กล่าวคือ บางทีมันอาจไม่มีเรื่องราวอะไรเลยที่เราจะได้จากวรรณกรรมในความหมายที่มันเป็นศิลปะชั้นสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณตามที่ข้าพเจ้ากล่าว วรรณกรรมกลายเป็นเพียงภาพวาดของภาษาที่ทำให้จิตสำนึกของเราแนบเนียนขึ้น ทำให้มันดูดีขึ้นภายในขอบเขตของมัน เรามีเรื่องราวนับพันที่จะบอกกล่าวเกี่ยวกับสังคมที่เราอยู่ แต่มันขาดอะไรไป? ในขณะที่เราเล่าเรื่องราว เราเป็นคนแรกที่ติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น, ข้าพเจ้าหวังจะให้มีวรรณกรรมที่เปลี่ยนแปลงเราอย่างแท้จริง ที่มันลึกลงไปมากกว่าระดับ “ทำให้คิด” หรือ “เปลี่ยนแปลงความคิด” หากข้าพเจ้าได้กลายมาเป็นจิตสำนึกที่อยู่ลึกไปกว่าภาษา ข้าพเจ้าก็ยังหวังให้วรรณกรรมซึ่งมีรูปแบบเป็นภาษาซึมซับลงสู่ตนได้ ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างมากถึง “รูปแบบที่ไกลโพ้น” ที่มันแสดงให้เห็นถึงจิตสำนึกอื่นที่มากไปกว่าที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน อะไรที่มันใกล้เคียงกับจิตวิญญาณ “หากคุณเป็นผม และคุณผลักผมไปให้ถึงที่สุด คุณจะเห็นโลกมนุษย์ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังยิ่ง ณ ตรงนั้น มันไม่มีอะไรเลยที่จะให้เราเขียนถึงอีกแล้ว เว้นก็แต่ความเป็นทั้งหมด และหากผมจะประนีประนอม ในเรื่องความแตกต่างทางวรรณกรรม ผมก็ยังมีข้อโต้แย้งอันหนึ่งที่ว่า ตลอดระยะเวลาเลยที่คุ้นเคยกับวรรณกรรม ผมได้ตระหนักว่า สิ่งมีคุณค่าที่สุด (สำหรับผม) กลับหลุดออกมาจากปากวรรณกรรมน้อยที่สุด
แนวคิดเกี่ยวกับท่วงทำนองของความหมาย
แนวคิดเกี่ยวกับท่วงทำนองของความหมายคือสิ่งที่ข้าพเจ้าใช้เพื่ออธิบายอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างภาษากับจิตเหนือสำนึกของผู้เขียน ในภาวะการเขียนอย่างเข้มข้นคือภาวะที่ผู้เขียนสื่อสัมพันธ์กับภายในตนด้วยศักยภาพที่ ไม่ใช่ความสำนึก คิดตามปกติ, ณ ตอนนั้นเกิดการเรียกร้องอย่างมากมายเพื่อไปสู่บางสิ่งที่ใกล้เคียงกับ –จิตวิญญาณ ด้วยภาวะเช่นนี้จะเข้าไปลดทอนความซับซ้อน ความเชื่องช้าของการคิดในรูปแบบของเหตุผล หรือความคิดชนิดใดก็ตามที่นักวิชาการได้เคยจำแนกเอาไว้แล้ว –หรือ เข้าไปทำลายแบบแผนของกิจกรรมและหน้าที่ๆ ถูกต้องของภาษาและการสื่อสาร, การทำลายคือบทบาทหนึ่งของพลังอำนาจของท่วงทำนอง และสิ่งที่ควรถูกทำลายเป็นอย่างยิ่งต่อหน้าท่วงทำนองก็คือภาษาตามสำนึกคิด และโดยนัยที่สุดแล้วย่อมต้องเป็นจิตสำนึกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นักประพันธ์ที่เป็นศิลปินย่อมรู้ดีว่า ความคิดและภาษาเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารภายในตน เหตุเพราะอันดับแรก ภายในตนของเขาคือความคิดและภาษานั่นเอง แต่จิตวิญญาณไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น หรือหากใช่ก็มีส่วนน้อยมาก เขาย่อมรู้ดี, มีบางสิ่งที่ทรงอำนาจอยู่ภายใต้หน้ากากของภาษาและจิตสำนึก และเขาต้องการเครื่องมือที่จะสัมผัสสิ่งเหล่านั้น เลือด-คือเครื่องมือชิ้นแรกที่เป็นไปได้ในตอนนี้
ท่วงทำนองคือจิตวิญญาณของผู้เขียนโดยใช้ภาษาเป็นสิ่งหุ้มห่มเพื่อให้เป็นรูปธรรม ทุกๆ การเคลื่อนไปของประโยคไม่ใช่หน่วยย่อยเพื่อประกอบกันให้เป็นข้อเขียน แต่พวกมันสามารถดำรงความหมายของตนอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง และดำรงอยู่มาก่อนที่การเขียนจะเกิดขึ้น และล้วนบ่งบอกถึงสาระอันเดียวกับสารทั้งหมดในการเขียนครั้งหนึ่งๆ ที่ผู้เขียนไม่อาจควบคุม -และไม่จำเป็นต้องควบคุมการหลั่งไหลของมัน, มีความเข้าใจอย่างมากมายและต้องการแสดงตัวออกมาภายในครั้งเดียว และบ่อยครั้งดูเหมือนจำเป็นต้องแสดงตัวออกมาภายในครั้งเดียว, ความหมายต่างๆ ที่ประเดประดังเข้ามา ไร้ลำดับ และขาดความต่อเนื่องนี้ เป็นไปตามสันชาญ และการหยั่งถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นลำดับหรือแสดงตัวตามเงื่อนไขของภาษา, ในชั่วขณะภาวะของความเข้าใจ ความหมายต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา ในทุกทิศทาง ชั่วขณะนั้นผู้เขียนไม่มีวิธีการใดที่จะจัดการความหมายเหล่านั้นได้ดีไปกว่าสัญชาตญาณขณะนั้น เพราะขณะนั้นบทบาทและอำนาจของวยากรณ์ภาษาถูกทำลายลงสิ้น วิธีการที่จะถ่ายทอดความเข้าใจนั้นออกมาได้เสมือนว่าตัวความเข้าใจนั้นได้ออกมาเองก็คือ ใช้วยากรณ์ของความเข้าใจขณะนั้น ไม่ใช่ถ่ายทอดออกมาด้วยความทรงจำหลังจากที่มันผ่านไปแล้ว และถ่ายทอดมันโดยแบบแผนของภาษาหรือสำนึกตามปกติ, ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนั้นไม่ใช่กระบวนการที่เกิดจากภาษา หรือความคิดที่เป็นภาษา –สักวันข้าพเจ้าจะอธิบายว่าทำไมความหมายที่ไม่มีลำดับ และขาดความต่อเนื่อง และดูเหมือนไม่สามารถเข้าใจได้นี้ จึงมีตรรกะและมีเอกภาพยิ่งในมุมมองของความเข้าใจในระดับจิตวิญญาณ
-
คลังเก็บ
- กุมภาพันธ์ 2012 (1)
- มกราคม 2012 (1)
- กรกฎาคม 2011 (1)
- มิถุนายน 2011 (1)
- พฤษภาคม 2011 (1)
- เมษายน 2011 (1)
- กุมภาพันธ์ 2011 (1)
- พฤศจิกายน 2010 (1)
- กันยายน 2010 (1)
- สิงหาคม 2010 (2)
- กรกฎาคม 2010 (1)
- พฤษภาคม 2010 (1)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS