วาทกรรม-วรรณกรรม

การเขียน : ความมากมายที่ไม่สิ้นสุด

วันนี้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องการเขียนอีกครั้ง และผมรู้ว่าสัญชาตญาณการเขียนของผมนั้นท่วมท้น แม้ไม่อาจเขียนอะไรออกมาได้ ผมคิดว่ามันมากและยากเสียจนไม่อาจพอใจกับอะไรที่เป็นภาษาเลย ผมคิดถึงนวนิยาย แล้วมันก็ถูกทำลายโดยการเขียน แล้วการเขียนก็เป็นกระจกสะท้อนถึงตัวผมเอง ผมไม่ได้ต้องการจะบอกเรื่องราวใดๆ ของคนนั้นคนนี้หรืออะไรๆ ที่เป็นกิจกรรมซึ่งผูกโยงมนุษย์ไว้ให้เป็นสังคม ผมมีเพียงสิ่งเดียวที่จะเขียน แต่ไม่แม้สามารถตั้งชื่อมันได้ เมื่อผมเริ่มคิดเกี่ยวกับโครงเรื่อง นั่นเป็นจุดจบที่ผมจะแสดงตน อย่างเช่น นักเขียนอาจมีพันธะที่จะอธิบายลักษณะของก้อนหิน ประโยชน์ และโทษ และอะไรๆ ที่เกี่ยวกับหินก้อนนั้น หากแต่สิ่งที่ผมต้องการเขียนคืออะไรสักอย่างที่อยู่ในก้อนหินทั้งหมด บางทีมันจะชัดเจนขึ้นหากผมจะให้คำนิยามของคำว่าก้อนหินต่างออกไป อย่างว่า มันเป็นภูเขา หรือเป็นสายลมที่พัดมาจากตะวันออกกลางนับหมื่นปี หรือดวงดาวที่ไม่เปล่งแสง หรือความตายตัวของเอกภพ หรือความไม่เคลื่อนไหว หรือจักรวาลในแง่มุมหนึ่ง และผมควรต้องให้คำนิยามก้อนหินแบบนั้นเหตุเพราะในจินตนาการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของผมมันเป็นอย่างนั้น นั่นคือความมากมายที่ไม่สิ้นสุดของก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งผมต้องการนำมันออกมา

 วัตถุนั้น เมื่อถึงจุดที่เราลบเส้นแบ่งต่างๆออกไป มันก็เหลือเพียงแต่แร่ธาตุที่แสดงในจิต มันก็สามารถเป็นอย่างหนึ่งที่ผสานกับมโนทัศน์เกี่ยวกับการกำเนิดของตัวมันเอง ที่อยู่ในญาณทัศนะ การหยั่งรู้ของเรา ของสมองมนุษย์ สิ่งนี้เทียบเคียงได้กับการที่เราลบล้างข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเฉพาะออกไป สถานที่ และเวลาจะไม่มีการระบุชัดแจ้ง ในการเขียน เหตุที่ผมทำเช่นนั้นเพราะต้องการลบความทรงจำในฐานะปัจเจกบุคคลออกไป เพื่อให้มันใกล้เคียงกับจิตสำนึกที่พิสุทธิ์ ผมหมายความว่าเราทำเช่นนี้เพื่อให้มันง่ายต่อการที่เราจะลอกแบบจิตสำนึกให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ผมต้องการแสดงแก่นแท้ของมัน ลักษณะโครงสร้างของมัน ไม่ใช่ข้อมูลที่อยู่ในนั้น แต่เป็นว่า –มันทำอย่างไรกับข้อมูลต่างหาก, การลบล้างข้อมูลภายนอกของวัตถุ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเพิกถอนต่อรูปทรงและสถานะในโลกรูปธรรมของมัน แต่เป็นการสร้างโลกที่ใหญ่กว่า และมากมายกว่า และเป็นจริงยิ่งกว่าครอบมันเอาไว้ เพื่อให้ทุกสิ่งที่อยู่ในวัตถุพรั่งพรูออกมา และเราจะอธิบายมันอย่างชัดแจ้ง และ-แน่นอน มันเป็นการรื่อจิตสำนึกของเราที่ผูกกับวัตถุ ที่เป็นจิตสำนึกคับแคบและตื้นเขิน และปรับมันในทันที ให้ละเอียดอ่อนในชั่วขณะที่ได้เข้าสัมผัสถึงรูปร่างวัตถุในโลกทั้งหมดทุกมิติในขณะหนึ่งนั้น อันที่จริง ไม่ใช่เป็นการปรับรื้อ แต่เป็นกระบวนการในทันที –มันถูกรื้อไปก่อน หรือถูกกระทบไปแล้ว

 ในความมากมายของของก้อนหินเทียบไม่ได้กับชีวิต และมันจะผูกโยงกับทุกๆ สิ่งที่ชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้อง ในตอนนี้ผมนึกไม่ออกว่าเรายังมีอะไรที่ต้องการไปมากกว่าการปรับเปลี่ยนไปทั้งหมดของชีวิตในด้านลึกของเรา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ควรจะมีอะไรมาหยุดไม่ให้เราทำมัน แม้แต่โครงเรื่องและวยากรณ์  อะไรที่ผมสัมผัสได้เกี่ยวกับข้อจำกับของแบบแผนการเขียน ผมขอสารภาพว่าไม่เคยรู้สึกพึงใจกับรูปแบบเรื่องราวใดๆ มากไปกว่าการได้หายใจในที่ๆ บริสุทธิ์ การทำให้เราได้คิดมีค่าเพียงเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับการที่เราได้เข้าไปสู่การพักผ่อนที่ไม่เคยเกิดขึ้น อย่างที่เขาบอกกันว่าสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ดีที่สุดคือ การไม่คิด ไม่ใช่การคิดได้ ความคิดไม่เคยแก้ปัญหาอะไรนอกจากปัญหาในวงข่ายที่มันสร้างขึ้นเอง ในลักษณะงูกินหาง เหตุและผลกลายเป็นความไร้เหตุผลหากมันวางอยู่ในขอบเขตเหตุและผลของความคิดนึก  หากนักเขียนปราศจากสัญชาตญาณของการเขียนเขาก็ไม่อาจเขียน  การเขียนในรูปแบบสูงสุดมันควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชีวิตสามารถอุบัติขึ้นได้  สัญชาตญาณเรียกร้องการเขียนให้เกิดขึ้นนั่นเพราะในส่วนลึกสุดที่นักเขียนรับรู้ได้มันกำลังมาถึง และมันจะมาถึงก่อนเวลาอันควรเสมอ

 ความเรียบง่ายเกิดขึ้นเพราะความหลากล้นเป็นหนึ่งเดียว และเราไม่สามารถอธิบายความเรียบง่ายได้หากปราจากคำอธิบายเกี่ยวกับความหลากล้น และเราไม่อาจอธิบายความหลากล้นได้ด้วยการอธิบายชนิดเดียวกับความไม่หลากล้น และความหลากล้นก็ไม่อาจแยกออกจากสัญชาตญาณของผู้อธิบายความหลากล้น มันไม่ได้เป็นการอธิบายในเชิงเทคนิค หรือด้วยทักษะการเขียน เพราะหากผู้เผชิญความหลากล้นตรงหน้าไม่อาจเอาความรู้สึกท่วมท้นนั้นออกมาได้เขาก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายมัน และเขาก็ไม่อาจเอาความท่วมท้นนั้นออกมาได้นอกเสียจากเอาจิตสำนึกของเขาออกมา -นั่นเป็นสิ่งที่ยากอย่างหนึ่ง

สิงหาคม 12, 2010 Posted by | ความเป็นหนังสือ | ให้ความเห็น

เกี่ยวกับ มาลีกับฉัน

ทำไมรูปแบบจึงสำคัญต่องานเขียน? เพราะเนื้อหาถึงที่สุดแล้วมันจะไม่สามารถแสดงออกมาได้ด้วยข้อเรียกร้องตามปกติ นักเขียนที่มองหาเนื้อหาที่ดีจะมองข้ามรูปแบบ เพราะเขาไม่มีเนื้อหาอะไรให้เขียน แต่ถ้ามันเหมือนจะระเบิดออกมาจากภายใน นั่นเพราะว่าการสื่อสารตามปกติไม่อาจรองรับสิ่งเหล่านั้นได้  ทุกสิ่งจะบีบคั้นให้เขาคิดค้นรูปแบบ และในที่สุดรูปแบบก็แยกจากเนื้อหาไม่ได้ เพราะองค์ประกอบยิบย่อยทุกส่วนมีผลทั้งนั้นต่อการสร้างงานเขียนขึ้นมา และเป็นผลที่ผูกพันอยู่ในจิตวิญญาณของผู้เขียน ถ้าไม่มีรูปแบบที่เหมาะสมก็จะไม่มีอะไรผ่านพ้นมาจากปากกาได้  ยกตัวอย่างในบางกรณี เช่นการไม่พูดมีความหมายมากกว่าการพูด, มันมีรูปแบบในการเขียนบางอย่าง ที่ใช้ความเงียบเกิดคุณค่ามากมายต่อตัวเอง เพราะความเงียบหมายถึงช่วงเวลาที่ไม่ได้กล่าวถึง มันจึงเป็นตัวเชื่อมต่ออย่างดีให้แก่บทต่อไป เพราะมันมีผลต่อความรู้สึกของผู้เขียนที่ว่า เขาได้เติมมันลงไปแล้ว มากมาย และอิสระ โดยบทต่อไปได้กลายเป็นกระจกสะท้อนให้แก่มัน แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย

 

ในมาลีกับฉัน ผมไม่ต้องการเนื้อหาประเภทที่เราจะพูดว่า “ฉันมีประเด็นแล้ว” สิ่งเดียวที่ผมหวังเห็นจากมันคือที่สุดเท่าที่เราจะสามารถหาขอบเขตของมันได้

 

ผมมักคิดเกี่ยวกับการที่ไม่มีอะไรให้เขียน เพราะมันมากไปกว่าที่เราจะเขียนมันออกมาได้  แต่เพราะอย่างนั้น มันจึงต้องหาทางออกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งผมมองไม่เห็นว่าจะมีวิธีใดดีไปกว่าการเขียน

 

ที่เรานำสัญลักษณ์ต่างๆ เข้ามาสู่การเขียน ไม่มีเหตุผลใดอื่นนอกจากว่ามันเป็นอะไรที่เราใช้อธิบายในหนังสือหนึ่งเล่มด้วยคำๆเดียว

 

ธรรมชาติเป็นตัวบอกเราว่ามันไม่มีจุดจบ จุดจบเริ่มขึ้นมาจากขอบเขต มันเหมือนกับเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย  ความไม่รู้นั้นทำให้เขาบริสุทธิ์ มันไม่ใช่ความไม่รู้จากการสงสัย  แต่มันคล้ายๆกับคุณมองไปที่สันเขาไกลๆ และเห็นมันสลับซ้อนกันไม่จบในความลางเลือนของหมอก

 

บางทีผมอาจไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย

เมษายน 6, 2010 Posted by | ความเป็นหนังสือ, ภาพร่างของการเขียน | 1 ความเห็น

ครุ่นคิดถึงนวนิยาย

ข้าพเจ้าคิดถึงนวนิยาย แต่ไม่ใช่นวนิยายที่จะนำพาไปสู่แก่นหนึ่ง และหากมีแก่นหนึ่งนั้นจริงก็ต้องใหญ่มากจนไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ อย่าง  แต่ต้องเป็นหนึ่งเดียว  อะไรๆ ที่มันคล้ายๆ หลอมรวม อย่างเช่นความรู้สึกนั้นปรากฏเข้ามาแต่ละขณะ และเป็นความรู้สึกต่างกัน แต่งานเขียนต้องสกัดความรู้สึกต่างๆ นั้นมาเป็นหนึ่ง  ความรู้สึกต่างๆ นั้นต้องถูกขัดเกลา หรือ ยกระดับตัวมันจนกลายเป็นสิ่งที่มีวิญญาณ หมายถึงเป็นจริงพอที่จะกลับเข้าไปสู่จุดแรกเริ่มของมัน หรือมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวมันจนทำให้มีความหลอมรวมได้, การแบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นตอน แล้วหวังว่ามันจะไปรวมอยู่ในหัวคนอ่านทีเดียวเมื่ออ่านจบแล้ว ณ ที่นี้ โลกของข้าพเจ้า มันจะไม่สามารถถ่ายทอดสารที่เป็น “สาระสำคัญ” ได้เลย  เพราะสาระสำคัญดังกล่าวขึ้นอยู่กับการหลอมรวมเป็นสิ่งเดียว เป็นการทำลายเวลาทิ้งไป  ข้าพเจ้าคิดถึงทำนองของดนตรีเสมอ การเข้าแทรกแซงแต่ละห้องๆ แต่ละช่วงขณะ แต่ก็ทำให้รู้สึกทั้งหมด  อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่แค่ปมหนึ่งในบุคลิกผู้เขียน แต่เป็นทั้งหมด  นักเขียนควรนึกถึงอะไรทั้งหมดในตัวเขา ที่ไม่ใช่แต่ละชิ้นแต่ละอันเสมอ เขาจำต้องตระหนักให้ได้ถึงมัน เมื่อเขาพูดถึง “บางสิ่ง” ที่สำคัญในตัวเขา บางสิ่งนั้นย่อมเป็นโลกที่รวมหลากหลายสิ่งในตัวเขาแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแก่นเรื่องจริงๆ ที่ข้าพเจ้าต้องการจะเขียนนั้นไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการของนวนิยาย  เพราะแก่นจริงๆ นั้น บางที เกือบจะไม่มี  จะมีก็แต่เรื่อง  เรื่องที่มันเป็นแก่นในตัวมันเอง  มันแทบจะละลายอยู่ในทุกหยดหมึกที่เขาเขียนเลยทีเดียว ดูเหมือนจะมีอะไรสักอย่างที่มากมาย แต่ข้าพเจ้าไม่อาจเขียนมันได้ ไม่อาจเริ่มได้สักที

ตุลาคม 14, 2009 Posted by | ความเป็นหนังสือ, ภาพร่างของการเขียน | ให้ความเห็น

พี่น้องคารามาซอฟ

 

 

ใน “พี่น้องคารามาซอฟ” นั้น เราไม่เพียงแต่พบความเป็นอัจฉริยะ ที่สำคัญ เราพบความยิ่งใหญ่ด้วย  ดอสโตเยียฟสกี แสดงให้เราเห็นว่า มันมีลักษณะที่ยิ่งใหญ่แบบชาวตะวันตกที่น่านับถือ มีความลึกซึ้ง และการใคร่ครวญที่มีพื้นฐานอยู่ที่ความรักในมนุษยชาติ และมีสมาธิพิจารณาอย่างซื่อตรง มีอิสระ เต็มเปี่ยมด้วยพลัง  ข้าพเจ้าเคยพยายามที่จะชี้ให้พวกหลงตัวเกี่ยวกับความสามารถทางวิปัสสนาของตนทั้งหลายให้เห็นว่า มันมีบางสิ่งที่เราชาวตะวันออก -ซึ่งมีพื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับความเข้าใจในจิตสำนึก  พลาดไป  เมื่อทุกครั้งที่พยายามผลักดันชาติพันธ์ของตนให้สูงกว่าชาวตะวันตก บางสิ่งนี้ คือการยอมรับในชีวิต,  มันมีสิ่งที่บุคคลผู้ยืนอยู่ตรงใจกลางของตำแหน่งดังกล่าว ได้รับพลังของมันมา พลังที่มากมายขนาดนั้นย่อมเป็นอันตราย ทว่า มันคล้ายๆ กับระเบิดซึ่งรุนแรงมากพอที่จะไม่ยอมให้สิ่งใดมามีอิทธิพลเหนือ นอกจากเจตจำนงของมัน มองในด้านนี้ เขาสามารถมองลึกเข้าไปในใจกลางของสิ่งที่เขาต้องการเห็นได้อย่างชัดเจน  คุณพูดถึงสมาธิหรือ? มันมีสมาธิอย่างมากมายอยู่ในการเฝ้าพิจารณาอย่างนั้น และสมาธินี้เป็นไปด้วยตัวของมันเอง ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลกำหนดจากสำนักวิปัสสนา  ข้าพเจ้าอยากชี้ให้เห็นว่า มันมีความอิสระและสัตย์ซื่อกับตนเองมากเพียงใด กับสมาธิในรูปแบบนี้ -มันเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นมาจากความจำเป็นของเขา ไม่ใช่การรับเอามาด้วยภาพของความคิดบางอย่างที่ตนต้องการ โดยเฉพาะการหลุดพ้น ข้าพเจ้าอยากชี้ให้เห็นว่า มันมีความเกี่ยวพันกันลึกซึ้งระหว่างต้นแบบของเรา -ศาสดาผู้ต้องการหลุดพ้น กับความรักอย่างมากมายต่อมนุษย์  ในตอนนี้เราได้แต่ภาวนาว่า ความเมตตาที่เราชอบกล่าวกันนั้น อย่าได้เป็นเพียงเล่ห์หนึ่งในกรอบความคิดของการหลุดพ้นของคนผู้นั้นเลย -เห็นชัดว่า เรามักเติมเมตตาใส่ทีหลัง หลังจากที่เราเข้าสู่วิถีแห่งการหลุดพ้น ตรงข้ามกับรูปแบบที่ข้าพเจ้าสนใจ ที่รูปแบบของการหลุดพ้นเกิดขึ้นจากความรักตั้งแต่แรก

 

  คารามาซอฟนั้น นำพาจิตสำนึกอิสระที่ภายในนั้นบรรจุเฉพาะแต่สิ่งที่ผูกพันอยู่ในเราแต่แรกเริ่ม มันเป็นคำถามที่พุ่งออกมาจากท้องของผู้สมบูรณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ลอยมาจากฟากฟ้าของผู้หิวโหย ขาดแคลน และต้องการวิธีเติมเต็ม ข้าพเจ้าควรพูดว่า “มันเป็นจริง” เสียจน จะเป็นอะไรบางอย่างที่ติดตามต่อไปในอนาคตอีกนานทีเดียว

 

 รายละเอียดเล็กน้อยที่ควรกล่าวถึง -และเพื่อกู้ชื่อให้กับตัวละครในเรื่องนี้จากความเข้าใจหยาบๆ,  อย่างแรก มิตยา ไม่ได้เป็นตัวแทนของมนุษย์มากราคะแต่อย่างใด -ชื่อของเขาไม่ควรถูกพ่วงมาด้วยลักษณะอันนั้น  ความรักในรูปทรง และการสัมผัสมนุษย์เพศตรงข้ามนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสัญชาติญาณทางเพศสัมพันธ์ และก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในความรัก จริงทีเดียวว่าราคะที่ว่านั้นมีอยู่ในมิตยา แต่ความรักที่ว่านี้มีอยู่ในมนุษย์ตัณหาจัดที่เราพบดาษดื่นตามถนนกลางคืนหรือ? มันมีบุคลิกภาพบางอย่างของมิตยาที่หาทางลงรอยไม่ได้ และนั่นทำให้เขาไม่อาจรู้วิธีในการแสดงตัวออกมาอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์ตามปกติ ข้าพเจ้าคิดว่ามิตยานั้นเป็นคนที่ไร้เดียงสาที่สุด และนั่นทำให้เขาน่ากลัวที่สุด การแสดงออกตามวิถีโบราณแบบฉบับคนเถื่อน และเป็นเหยื่อที่ไม่อาจเอาชนะ -เข้ารูปรอยกับจารีตสังคม  ด้วยคุณลักษณะอันดั่งเดิมนี้มีอยู่อย่างรุนแรงและสมบูรณ์แบบตามแบบมิตยาเลยทีเดียว

 

ส่วนอีวานก็ไม่ได้เป็นพวกเหตุผลนิยม หรือชอบการโต้เถียงตามแบบโสเครติส ตรงข้ามเลย ปมปัญหาของเขาคือ ไม่อาจยอมรับโลกที่พระเจ้าทรงสร้าง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธพระองค์ได้ อีวานผูกพันกับชะตากรรมของมนุษย์ตามแบบของนักประวัติศาสตร์  เขาไม่อาจเอาชนะตนเอง และพระเจ้าได้ในแง่นั้น  เขาไม่ได้มีธรรมชาติแบบ “พระเจ้าประทาน” เหมือนอโลชา หากแต่ว่ามีธรรมชาติที่เขาสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง มีอะไรบางอย่างที่ข้าพเจ้าเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจในตัวละครตัวนี้จริงๆ -ความรู้สึกรักชีวิตอย่างมากมาย และเลือกที่จะอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้าหากว่าความปรารถนาตนไม่อาจสมประสงค์ บุคคลคนนี้เดินทางมาไกล จนล้ำเส้นอะไรบางอย่างที่ไม่อาจกลับได้  

 

ในยุคสมัยของเรานี้ แน่นอน เราได้เห็นแล้วว่า อีวานเดินทางมาไกล ไกลกว่าในนวนิยายเล่มนี้ยิ่งนัก

 

 

มิถุนายน 2, 2008 Posted by | ความเป็นหนังสือ | 1 ความเห็น

ที่อื่น

 

ผู้เขียน : กิตติพล สรัคคานนท์

นี่เป็นเรื่องสั้นที่ยกตัวขึ้นมาจากความรู้สึกมากมายอันน่าเบื่อของการดำรงอยู่ทั่วๆไป, เป็นเรื่องที่สร้างจากความรู้สึกไม่ทั่วไป และที่มันมีคุณค่าควรกล่าวถึงก็เพราะมันไม่ใช่ความแต่งแสร้งของบุคคลซึ่งพยายามจะหนีไปจากชีวิต, ในด้านหนึ่งมันทำให้ความมหึมาของความรู้สึกโดยตรงต่อชีวิตนั้นชัด –ขัดเกลา –แลเป็นการส่องสะท้อนได้มากขึ้น เป็นความรู้สึกที่ปราชญ์ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อตรวจสอบสาระต่างๆ ของมนุษย์, เขาเข้าไปหามัน รับสัญญาณจากมัน บางครั้งเขาโหยหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องหลังนั้น เขาจึงเป็นผู้คัดลอกความรู้สึกอย่างภาวะวิสัยอันเป็นสากลของผู้คน, เพราะเขาเลยออกมาจากเส้นของโรแมนติก เขาจึงเขียนถึงมันได้อย่างเป็นจริง, การแสดงของเขาคือ “สถานที่” เพราะเขารู้ดีว่าเขามีอำนาจพอจะบรรจุสัญชานของตนลงสู่มัน, เราอาจกล่าวได้ว่า เขามีพลังแห่งการเขียนเพราะวัตถุ, นี่จึงเป็นเรื่องที่ฉีกออกมาจากความน่าเบื่อหน่ายของเหล่าดวงตาที่เสาะส่ายเพียงแค่เรื่องราวสังคม –นี่เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของนักเขียน –เพราะอะไร? เพราะหากเขาไม่อาจทรงอำนาจพอที่จะเข้าใกล้ความรู้สึกอย่างลึก –เข้าใกล้ใบหน้าอันเป็นอาตมันของพวกคนได้, ข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวสังคม –การยกระดับสังคมอะไรนั้น ก็เป็นเพียงการยกฟืนแห้งๆ –การแสร้งแสดงของอารมณ์อย่างอุดมการณ์โรแมนติกอันพร่า และเป็นของแถมไปเสียมาก ซึ่งในฐานะของศิลปะแล้วมันกลับไกลออกไปจากความบริสุทธิ์

พฤศจิกายน 8, 2007 Posted by | ความเป็นหนังสือ | 1 ความเห็น

คำสอนของฮวงโป

 เรื่อง คำสอนของฮวงโป
แปล พุทธทาส

เราสามารถอ่านฮวงโปได้ในฐานะเป็นปรากฏการณ์อย่างแรงที่กระโจนเข้าสู่เราเพื่อปัดเป่าความรกเรื้อต่างๆ เกี่ยวกับการคงอยู่ของจิต วิธีของมัน รวมถึงคติต่างๆ เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติทางจิต –ซึ่งล้วนแต่น่าเคลือบแคลง และปราศจากศิลปะ, คำสอนของฮวงโป ไม่ได้เพิ่มอะไรให้กับผู้อ่านเลย ทว่ามันเต็มไปด้วยท่าทีที่ –หากเขาแบกสัมภาระอย่างหนักเพื่อมาอ่านมันแล้ว เขาก็จะยากทนต่อมันเลยทีเดียว, นี่จึงเป็นศาสนาที่บางเฉียบ และยังคงสดใหม่ และข้าพเจ้ายังคงรู้สึกสะอาด –ตื่นตัวราวกับถ้อยความทั้งหมดของเขามีไว้แต่เพียงเพื่อถอยกลับไปสู่ความไร้ถ้อยคำโดยสิ้นเชิง –ซึ่งนั่นเป็นสภาพที่บุคคลผู้มีญาณทัศนะเกี่ยวกับมิติที่ว่าง –ปัจจุบันกาลขณะ จะรู้สึกได้ว่ามันมีเหตุผลชนิดเฉียบพลันและเป็นศิลปะอย่างที่สุด, ไร้ความรกเรื้อและปรุงแต่ง และอะไรๆ ที่จะฉุดบุคคลให้ไปอยู่ใน “ความจำกัด” ของความรู้, มันจึงกลมกลืนกับความเงียบกริบของธรรมชาติอย่างที่สุด

“ความฉับพลัน” ของเขาไม่ได้ถูกใช้ในฐานะที่เป็นวิธีการหรือเป็นคติหนึ่ง หรือสำนักใดหนึ่ง แต่มันมาจากความถึงแล้วที่ว่า ในสภาพ ณ ขณะใดๆ ก็ตามของเอกภพนั้น เป็นเส้นบางเฉียบที่ไม่จำเป็นต้องใช้ “ความเป็นเวลา” ในการเดินทาง –และเวลากลับทำให้มันทื่อและแปลกแยกกับเอกภพขณะมากขึ้น, ข้าพเจ้ารู้สึกทีเดียวว่าเขายังคงล้นไหลลงมาจากภูเขาอยู่เสมอ และมันทำให้ศาสนาในฐานะที่เป็นองค์หนึ่งในปัจจุบันนี้ –และของเล่นต่างๆ ของพวกสาวกทั้งหลาย กลายเป็นของเด็กๆ ไปเลยทีเดียว

พฤศจิกายน 5, 2007 Posted by | ความเป็นหนังสือ | 3 ความเห็น

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.