วาทกรรม-วรรณกรรม

แย้งพวกอัตถิภาวะ

มีอะไรบางอย่างคล้ายกับสะพานข้ามสู่อีกฝั่ง –มันเป็นภาพลักษณ์ของความว่างเปล่าที่ผมนึก มันเป็นช่องว่าง ไม่ได้เป็นลานกว้างไม่รู้สิ้น เหมือนกับความรู้สึกถึงความว่างเปล่าเมื่อก่อนนี้, ผมคิดว่าตนเข้าใจและพออธิบายได้

ความว่างเปล่าเป็นจิตสำนึก ไม่ได้เป็นความจริง –ไม่ได้เป็นความจริงตามที่จิตสำนึกเรารู้สึก หรือที่จิตสำนึกเราให้คุณค่า ความเชื่อถือ หรือความหนักแน่นว่าเป็นภาพลักษณ์ของความจริง ในจิตสำนึก ในวิธีการ ในกลไกของมัน –ในร่องเฟืองที่หมุนไปของมัน ไม่สามารถเชื่อถือสิ่งที่ตัวมันทำ มากกว่าพลังผลักดันจากภายนอก –ซึ่งเป็นข้อสรุปที่หาเหตุผลไม่ได้ และมันขับเคลื่อนไปดั่งความว่างเปล่า เพราะตัวมันหาแก่นสารใดไม่พบ -ความคิด –อาจเป็นตัวกลางเดียวที่เชื่อมเราไว้กับจักรวาล และเมื่อมันมีคุณค่า พลังถึงเพียงนี้, เมื่อมันได้รับพรจากพระหัตถ์ของพระเจ้าถึงเพียงนี้ มันย่อมไม่มีทางตระหนักถึงคุณค่าในกิจกรรมทางโลกได้เลย ความคิดสูญเสียพลังไปกับการรับใช้ในสิ่งที่ไม่คู่ควร ได้แก่การเป็นจิตสำนึก –บางทีผมอาจพูดกลับกันระหว่างความคิดกับจิตสำนึก- ความว่างเปล่านั้นเป็นกลลวงจากการกระทำของความคิดเอง จิตสำนึกใช้เวลาเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ หรือพูดได้ว่าเวลาไม่มีอยู่หากไร้จิตสำนึก จิตสำนึกจะสั่นคลอนหากมันตระหนักว่าเวลาที่มีอยู่ไร้ความหมาย ถึงอย่างนั้นการตระหนักดังกล่าวก็มีพื้นฐานมาจากเวลา การปฏิเสธจิตสำนึกก็ยังเป็นจิตสำนึก เมื่อบุคคลเริ่มถามว่าเกิดมาทำไม คำถามนั้นไม่มีคำตอบที่อยู่ข้างหน้า มีแต่การถามถึงสาเหตุของคำถามนั้นมันเป็นเบื้องหลังที่นำเขาไปสู่พื้นฐานของจิตสำนึกตน

บางทีผมรู้สึก บางทีถึงกับตกใจกลัว และไม่รู้สาเหตุ รู้แต่ว่ามีช่องว่างๆ เหมือนสะพาน-อะไรสักอย่าง ตอนที่ผมตระหนักว่าตนยังมีชีวิต เป็นคนบนโลกนี้นั้น โลกนี้ก็ทำผมกลัว เพราะโลกตามที่เราถูกมันสร้างความรู้สึกนั้น คงไม่มีอะไรพ้นจากจิตสำนึก –ซึ่งบางทีก็คล้ายกับนาฬิกานั้นเอง, อะไรสักอย่างที่ทำให้ผมไม่สบายใจเหมือนกับแดดตอนบ่าย โลกนี้ไม่ว่างเปล่าตามความหมายของพวกอัตถิภาวะน่าเบื่อพวกนั้น มันเต็มไปด้วยรายละเอียด เต็มไปด้วยความละลาน หลากล้น และเบื้องหลังของมันก็พวยพุ่งมิได้หยุดหย่อน ถ้าความว่างเปล่าสัมพันธ์กับเวลา เวลาก็หลีกไม่พ้นที่ต้องสัมพันธ์กับโลก และตลอดเวลานาทีที่ผมเห็น โลกไม่ได้ว่างเปล่าเลย สายลมก็ยังเย็นสดชื่น แสงแดดยังร้อน และสีของดอกไม้ก็สวยเสมอ นั่นเป็นความจริง และเราไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าเป็นเพียงแค่ความจริงอัตวิสัย เพราะมันอยู่ในขอบเขตของจิตสำนึกบุคคล, เท่าที่ผมรู้ จิตสำนึกบุคคลบางมิติสามารถยืนยันความเป็นจริงของจักรวาลได้ และมันเป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่เราพบอยู่ในขณะนี้

ความว่างเปล่าลดช่องว่างลงมาตามวุฒิภาวะของบุคคล แต่ความว่างเปล่าก็ไม่ได้เป็นสารัตถะของมนุษย์แต่อย่างใด เพราะความคิดเป็นพียงตัวกลาง ไม่ได้สร้างมนุษย์ โดยเฉพาะร่างกายของมนุษย์ ความว่างเปล่าเป็นผลจากพลังที่ถดถอยของมนุษยชาติ ผมยืนยันว่าความสิ้นหวังของพวกอัตถิภาวะนั้นเป็นเพียงของที่ยังไม่สุกของนักปรัชญาที่คิดจุกจิกเหมือนหญิงชรา ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีเลือดเนื้อ -คำว่าเลือดเนื้อหมายถึงเป็นจริงกว่าปรัชญาก่อนหน้านั้นซึ่งแทบจะไร้ประโยชน์ต่อบุคคลที่ต้องการออกจากภวังค์ของมนุษยชาติตอนนี้

 ———————————

หากบุคคลไม่เข้าใจจิตสำนึกมากพอ “การรู้เท่าทันสติ” อันเป็นสูตรของนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็เป็นเพียงเครื่องมือให้กับจิตสำนึกในอีกทางหนึ่งเท่านั้นเอง

พุทธศาสนาในขณะนี้เป็นเพียงการสร้างเครื่องมือให้มาจัดการจิต ไม่ได้เป็นการจัดการจิต

เมษายน 4, 2011 Posted by | ทรรศนะ | ให้ความเห็น

   

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.