วันนี้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องการเขียนอีกครั้ง และผมรู้ว่าสัญชาตญาณการเขียนของผมนั้นท่วมท้น แม้ไม่อาจเขียนอะไรออกมาได้ ผมคิดว่ามันมากและยากเสียจนไม่อาจพอใจกับอะไรที่เป็นภาษาเลย ผมคิดถึงนวนิยาย แล้วมันก็ถูกทำลายโดยการเขียน แล้วการเขียนก็เป็นกระจกสะท้อนถึงตัวผมเอง ผมไม่ได้ต้องการจะบอกเรื่องราวใดๆ ของคนนั้นคนนี้หรืออะไรๆ ที่เป็นกิจกรรมซึ่งผูกโยงมนุษย์ไว้ให้เป็นสังคม ผมมีเพียงสิ่งเดียวที่จะเขียน แต่ไม่แม้สามารถตั้งชื่อมันได้ เมื่อผมเริ่มคิดเกี่ยวกับโครงเรื่อง นั่นเป็นจุดจบที่ผมจะแสดงตน อย่างเช่น นักเขียนอาจมีพันธะที่จะอธิบายลักษณะของก้อนหิน ประโยชน์ และโทษ และอะไรๆ ที่เกี่ยวกับหินก้อนนั้น หากแต่สิ่งที่ผมต้องการเขียนคืออะไรสักอย่างที่อยู่ในก้อนหินทั้งหมด บางทีมันจะชัดเจนขึ้นหากผมจะให้คำนิยามของคำว่าก้อนหินต่างออกไป อย่างว่า มันเป็นภูเขา หรือเป็นสายลมที่พัดมาจากตะวันออกกลางนับหมื่นปี หรือดวงดาวที่ไม่เปล่งแสง หรือความตายตัวของเอกภพ หรือความไม่เคลื่อนไหว หรือจักรวาลในแง่มุมหนึ่ง และผมควรต้องให้คำนิยามก้อนหินแบบนั้นเหตุเพราะในจินตนาการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของผมมันเป็นอย่างนั้น นั่นคือความมากมายที่ไม่สิ้นสุดของก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งผมต้องการนำมันออกมา
วัตถุนั้น เมื่อถึงจุดที่เราลบเส้นแบ่งต่างๆออกไป มันก็เหลือเพียงแต่แร่ธาตุที่แสดงในจิต มันก็สามารถเป็นอย่างหนึ่งที่ผสานกับมโนทัศน์เกี่ยวกับการกำเนิดของตัวมันเอง ที่อยู่ในญาณทัศนะ การหยั่งรู้ของเรา ของสมองมนุษย์ สิ่งนี้เทียบเคียงได้กับการที่เราลบล้างข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเฉพาะออกไป สถานที่ และเวลาจะไม่มีการระบุชัดแจ้ง ในการเขียน เหตุที่ผมทำเช่นนั้นเพราะต้องการลบความทรงจำในฐานะปัจเจกบุคคลออกไป เพื่อให้มันใกล้เคียงกับจิตสำนึกที่พิสุทธิ์ ผมหมายความว่าเราทำเช่นนี้เพื่อให้มันง่ายต่อการที่เราจะลอกแบบจิตสำนึกให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ผมต้องการแสดงแก่นแท้ของมัน ลักษณะโครงสร้างของมัน ไม่ใช่ข้อมูลที่อยู่ในนั้น แต่เป็นว่า –มันทำอย่างไรกับข้อมูลต่างหาก, การลบล้างข้อมูลภายนอกของวัตถุ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเพิกถอนต่อรูปทรงและสถานะในโลกรูปธรรมของมัน แต่เป็นการสร้างโลกที่ใหญ่กว่า และมากมายกว่า และเป็นจริงยิ่งกว่าครอบมันเอาไว้ เพื่อให้ทุกสิ่งที่อยู่ในวัตถุพรั่งพรูออกมา และเราจะอธิบายมันอย่างชัดแจ้ง และ-แน่นอน มันเป็นการรื่อจิตสำนึกของเราที่ผูกกับวัตถุ ที่เป็นจิตสำนึกคับแคบและตื้นเขิน และปรับมันในทันที ให้ละเอียดอ่อนในชั่วขณะที่ได้เข้าสัมผัสถึงรูปร่างวัตถุในโลกทั้งหมดทุกมิติในขณะหนึ่งนั้น อันที่จริง ไม่ใช่เป็นการปรับรื้อ แต่เป็นกระบวนการในทันที –มันถูกรื้อไปก่อน หรือถูกกระทบไปแล้ว
ในความมากมายของของก้อนหินเทียบไม่ได้กับชีวิต และมันจะผูกโยงกับทุกๆ สิ่งที่ชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้อง ในตอนนี้ผมนึกไม่ออกว่าเรายังมีอะไรที่ต้องการไปมากกว่าการปรับเปลี่ยนไปทั้งหมดของชีวิตในด้านลึกของเรา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ควรจะมีอะไรมาหยุดไม่ให้เราทำมัน แม้แต่โครงเรื่องและวยากรณ์ อะไรที่ผมสัมผัสได้เกี่ยวกับข้อจำกับของแบบแผนการเขียน ผมขอสารภาพว่าไม่เคยรู้สึกพึงใจกับรูปแบบเรื่องราวใดๆ มากไปกว่าการได้หายใจในที่ๆ บริสุทธิ์ การทำให้เราได้คิดมีค่าเพียงเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับการที่เราได้เข้าไปสู่การพักผ่อนที่ไม่เคยเกิดขึ้น อย่างที่เขาบอกกันว่าสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ดีที่สุดคือ การไม่คิด ไม่ใช่การคิดได้ ความคิดไม่เคยแก้ปัญหาอะไรนอกจากปัญหาในวงข่ายที่มันสร้างขึ้นเอง ในลักษณะงูกินหาง เหตุและผลกลายเป็นความไร้เหตุผลหากมันวางอยู่ในขอบเขตเหตุและผลของความคิดนึก หากนักเขียนปราศจากสัญชาตญาณของการเขียนเขาก็ไม่อาจเขียน การเขียนในรูปแบบสูงสุดมันควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชีวิตสามารถอุบัติขึ้นได้ สัญชาตญาณเรียกร้องการเขียนให้เกิดขึ้นนั่นเพราะในส่วนลึกสุดที่นักเขียนรับรู้ได้มันกำลังมาถึง และมันจะมาถึงก่อนเวลาอันควรเสมอ
ความเรียบง่ายเกิดขึ้นเพราะความหลากล้นเป็นหนึ่งเดียว และเราไม่สามารถอธิบายความเรียบง่ายได้หากปราจากคำอธิบายเกี่ยวกับความหลากล้น และเราไม่อาจอธิบายความหลากล้นได้ด้วยการอธิบายชนิดเดียวกับความไม่หลากล้น และความหลากล้นก็ไม่อาจแยกออกจากสัญชาตญาณของผู้อธิบายความหลากล้น มันไม่ได้เป็นการอธิบายในเชิงเทคนิค หรือด้วยทักษะการเขียน เพราะหากผู้เผชิญความหลากล้นตรงหน้าไม่อาจเอาความรู้สึกท่วมท้นนั้นออกมาได้เขาก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายมัน และเขาก็ไม่อาจเอาความท่วมท้นนั้นออกมาได้นอกเสียจากเอาจิตสำนึกของเขาออกมา -นั่นเป็นสิ่งที่ยากอย่างหนึ่ง
สิงหาคม 12, 2010
Posted by anan |
ความเป็นหนังสือ |
ให้ความเห็น
ตอนกลางวัน ร้อน อะไรบางอย่างที่อยู่ใน และเป็นเรา ฟ้าตอนที่มีแดดจ้า ในบางความรู้สึกที่กระตุ้นจากความทรงจำ อะไรสักอย่าง คล้ายๆ ความโปร่งใส อิสระ และฝัน ช่างสวยงาม เงาเข้มของสิ่งรอบๆ เติมเต็มฟ้า เมฆน้อยลอยฟุ้งและไม่มีอะไร ตรงจุดนั้นมีความรัก ทำไมความเศร้าอยู่ในใบต้นตันหยง, ฉันไปอยู่จุดหนึ่ง ณ ขณะหนึ่ง และไม่อยากกลับมา โลกเต็มไปด้วยความคลื่นเหียน –ถ้าจะกลับมา, ในความตายอันโปร่งแสง ฉันได้พบความรื่นรมย์ กลางวันอันเสรี ฉันจะพบจุดจบ ความรักหลากล้นชั่วขณะ บางอย่างนิ่งไม่เคลื่อนไหว บางอย่างเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ร่างกายปล่อยตัวลงมาและหยุด แต่หัวใจเต้นแรงไม่สามารถหยุดได้ จิตสำนึกว่างเปล่า แต่จิตวิญญาณท่วมท้น ต้นไม้แกว่งไกวไกลๆนั่น บอกให้รู้ว่าพระแม่เรียกหา ความมากมายของถ้อยคำ อยู่ในความเงียบงันไม่รู้สิ้น
สิงหาคม 5, 2010
Posted by anan |
เรื่องสั้น |
ให้ความเห็น