กุหลาบสีน้ำเงิน
ในชั่วขณะหนึ่งที่ฉันนั่งสัปหงกอยู่บนดาดฟ้ายามค่ำคืน และความหลับได้มาถึงจุดสุดยอดเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะรู้สึกตัว ฉันเห็นต้นกุหลาบแผ่กิ่งก้านเต็มทรง กับดอกกุหลาบสีน้ำเงินสองสามดอกที่อยู่บนต้นเดียวกัน และความฝันเล็กๆนั่นมันจดจ่ออยู่ในเปลือกตาจนแทบจะชนกับโลกเมื่อตื่นเลย ฉันจำได้ว่าเคยซื้อดอกกุหลาบสีน้ำเงินมาจากตลาดนัดที่ไหนสักแห่ง ซึ่งมีความแปลกอยู่หลายๆอย่างในร้านดอกไม้ร้านนั้น หนึ่งในนั้นก็คือคนขาย ตามทัศนะของฉันเธอเป็นคนขายที่แปลกประหลาดและน่าจะเป็นพวกซ่อมรถลากมากกว่ามาขายดอกไม้ แต่วิธีที่เธอมองลูกค้า หรือมองมาที่ฉันนั้น ทำให้ฉันต้องตัวหุบ และระส่ำระส่าย มันเป็นดอกกุหลาบต้นเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ เธอว่า และฉันก็ไม่ลังเลเลยที่จะซื้อมันมาด้วยราคาแปดสิบบาท หลังจากนั้นในวันหลังๆ ฉันก็ไม่เคยเห็นร้านดอกไม้กับคนขายประหลาดๆ และดอกกุหลาบสีน้ำเงินต้นอื่นอีกเลย มีอะไรที่ฉันเห็นในกุหลาบสีน้ำเงินและก็รุนแรงมาก หลังจากที่ฉันตื่นขึ้นมา หรือย่างออกมาจากความฝันอย่างแผ่วเบาบนที่นั่งประจำบนดาดฟ้า ผู้หญิงคนหนึ่งที่ติดตรึงฉัน จนเกือบจะเป็นความหลอกหลอน และเธอไร้ใบหน้า ฉันจำเธอไม่ได้ สักเสี้ยวหนึ่งที่ฉันเห็นและเทียบเคียงเธอกับมัน หรือเทียบเคียงมันกับเธอ อะไรสักอย่าง ถ้าฉันจำหญิงสาวที่ไร้ใบหน้า ก็คงเท่ากับว่าฉันจำผู้หญิงได้ทุกคน? ฉันปลูกกุหลาบต้นนี้ที่สวนหลังบ้าน อยู่ใกล้ๆ กับพวกดอกว่าน กับดอกที่คล้ายๆ ดอกพุต และพวกมันก็เติบโตเร็วจนน่าตกใจ และสิ่งที่ทำให้ฉันต้องพิศวงมากไปกว่านั้น คือดอกกุหลาบสีขาวต้นหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาข้างๆ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับชีววิทยาของพวกต้นไม้มากนัก แต่ตามจินตนาการของฉัน พวกเกสร หรือเมล็ดพันธ์คงติดมากับกุหลาบสีน้ำเงิน หรือไม่ การที่ดอกกุหลาบต้นหนึ่งได้ยึดพื้นที่การแสดงตน ก็จะมีพวกของมันขึ้นมาเอง ไม่มีใครรู้หรอก มันอธิบายไม่ได้ เหมือนพวกแมลง โดยเฉพาะแมงมุมกับหอย พวกมันเกิดขึ้นมาจากเพดานและตามกระเบื้องชื้น สัตว์ประหลาด! พวกชีวิตมันคงมีพันธะสัญญาอะไรกันกับจักรวาล ใจกลางดวงดาวนับล้านที่ถือกำเนิด ดวงดาวในค่ำคืนนี้สวยเหลือเกิน ดาวศุกร์แจ่มจรัส ลมพัดมาไม่ขาด ต้นไม้ตามถนนส่ายกิ่งเบาๆ ไกลสุดตาเห็นแสงระยิบระยับของเมืองใหญ่ ผู้หญิงบนทางเท้าทัดผมของเธอไว้หลังหูจากแรงลม เสียงรถไฟประจำเมืองวิ่งผ่าน ค่อยๆจางและลับไป รถไฟพุ่งเข้าไปในความมืด ไปในชนบท ในชนบทสงบเงียบ และมองเห็นภูเขาสีน้ำเงินเจือจางไปในท้องฟ้าสีครามเข้ม ฉันนึกถึงฤดูหนาว นึกถึงเสียงกรุ๋งกริ๋งของโมบายหอยที่แขวนอยู่หน้าประตูบ้านย่า นึกถึงตัวเองที่ไปอยู่ในที่แสนไกล ห่างออกไปจากกิจวัตรบ้าๆ การงานบ้าๆ และอะไรที่เหมือนกับตัวฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่จริง ซึ่งบางทีหากฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่จริงก็ยังดีเสียกว่า แต่ไม่ ฉันหมายถึงไม่มีลมหายใจอีกแล้ว ไม่ใช่มีลมหายใจที่ไร้ชีวิตอย่างนี้ ในทุกค่ำคืนฉันจะต้องมานั่งอยู่บนดาดฟ้า และที่ฉันชอบมากที่สุดคือการได้ออกไปขี่รถเล่น ฉันชอบมองทิวทัศน์ที่เหมือนกับฉันกำลังจมลงไปในมัน พวกพื้นที่ระนาบและอากาศว่างๆ สิ่งละอันพันละน้อยที่ร้อยรัดกันและกัน การมีอยู่และการไม่มีอยู่ของพวกมัน และพวกอื่นๆ นานวันกระทั่งฉันรู้สึกถึงอีกโลกหนึ่ง โลกของความเงียบ และไร้สิ่งใด ที่อยู่ในช่องอากาศ อันไพศาล และลึกลับ เหมือนถูกกระตุ้นสัญชาตญาณอะไรสักอย่างที่ไม่อาจเข้าใจ สัญชาตญาณในจิตวิญญาณที่อยู่ไกลโพ้นและใกล้ชิด เกี่ยวกับดวงดาวสุกสว่าง ใช่ หรือไม่ก็กลิ่นลมหลังฤดูร้อน ฉันลัดเลาะไปตามเส้นทางเก่าๆ และตีโอบล้อมเมืองเล็กๆนี้ มันเป็นอย่างนี้ทุกคืน และฉันไม่เคยออกจากเส้นทางเลย บางขณะฉันเฝ้ามองไปตามดวงไฟถนนข้างๆ แสงขาวๆระยิบๆ และฉันมานึกอยู่พักหนึ่งว่ามันต้องเป็นรูอะไรสักอย่างที่จะพาฉันออกไป แต่จะออกไปไหน นั่นเป็นเรื่องที่ฉันกลัดกลุ้ม เพราะฉันไม่เคยออกไปได้จากตัวเอง ตัวฉันคือโลกที่บิดเบี้ยวที่สุด มากกว่าโลกบิดเบี้ยวใบนี้เสียอีก
ย่าของฉันตายแล้ว และทิ้งบ้านเงียบๆหลังนั้นไว้ให้กับคนใช้เก่าแก่ สักครั้งฉันจะไปที่นั่นและอยู่ลำพัง ฉันฝันเลยทีเดียวว่าอยากมีบ้านเงียบสักหลัง บนเขาหรือกลางทุ่งก็ได้ แต่ฉันก็ดันคิดต่อว่า แล้วตอนกลางคืนฉันจะขี่รถเล่นไปตามเส้นทางไหน ถ้าฉันมองไปข้างๆ หรือข้างหน้า มันจะมีดวงไฟระยิบระยับไหม มันก็คงมีแต่ท้องทุ่งกับป่าดง อะไรๆ คงเป็นสีเดียวกันหมด แต่ถ้าฉันแลกกับการเอาสิ่งที่เมืองลิดรอนไปจากตนกลับคืนมามันก็น่าจะคุ้ม บางทีถ้าฉันกลมกลืนไปกับความเงียบสงัดของป่า มันก็น่าจะดีกว่าความศรีวิไลซ์เจิดจรัสของอารยธรรม แต่ฉันไม่ได้ต้องการเป็นอย่างพวกบำเพ็ญตบะนี่ อย่างน้อยขอให้มีอารยธรรมเล็กๆ อยู่ใกล้ๆตนก็ยังดี ฉันเปลี่ยนไปมากแล้วจากเมื่อก่อน ฉันอ่อนโยนขึ้นตั้งแต่เมื่อได้พบเธอ รู้สึกว่ามันถูกลบล้างความกระด้างกระเดื่องลง และพวกขอบๆ ของความรู้สึก และความคิดต่างๆ ก็ถูกทำให้ละมุนขึ้น ทำให้เจือจางลง ฉันน่าจะเป็นมนุษย์มากขึ้น และฉันก็ชอบมันมากกว่าที่เกลียด ฉันยังจำความรู้สึกมากมายได้ แต่ก็เป็นภาพรวมๆ ของความรู้สึก แม้จะจำชื่อและรายละเอียดอะไรไม่ได้แล้ว แต่ฉันก็คิดว่ามันกำลังเติบโตอยู่ในฉัน มันกำลังเคลื่อนพาฉันไป ฉันรู้สึกได้ มันเป็นความทรงจำที่ปราศจากใบหน้า มีเพียงวิญญาณของมัน ที่หล่อหลอมวิญญาณเรา หัวหน้าบอกฉันว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจ ว่าอะไรที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเราจะรู้สึกว่ามันสำคัญได้อย่างไร บางครั้งฉันรู้สึกทรมานกับการไม่อาจรู้แน่ชัดว่าเธอเป็นใคร และเรื่องราวเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง เธอเคยเดินสวนกับฉันไหม และหากเธอเห็นฉันในวันหนึ่ง เธอจะจำฉันได้หรือเปล่า เธอมีความรัก อย่างที่ฉันมีให้เธอไหม เธอลืมเรื่องเราไปหมดหรือยัง ต่อไปนี้ ช่วงเวลาที่ฉันเหลืออยู่ จะมีหวังไหม ที่ฉันจะเห็นเธอเดินเข้ามา และกระซิบข้างหูฉันว่า เป็นเธอนั่นเอง เธอมีอยู่จริง และมีความรักแบบที่ฉันรักเธอ มีความทรงจำในวิญญาณฉัน และมีฉันในวิญญาณเธอ มีเมล็ดพันธ์ที่หว่านลงไปในเลือดของเรา และเพาะกล้าให้เราเป็นมนุษย์คนใหม่ ลูกๆ ของเราจะอยู่ในเลือดสีน้ำเงินของเรา และหลานๆของเราจะมีวิญญาณแห่งความรักที่อยู่ในความทรงจำครั้งอดีตกาลไกลโพ้น ให้มันดำรงสถิตอยู่ในจักรวาล อยู่เป็นส่วนเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้า ถ้ามีวันนั้น ฉันก็คงจะเอ่อท้น ฉันคงสะอื้นไห้เหมือนเด็กๆ รำพึงรำพันว่า ฉันตายได้แล้ว ฉันตายได้แล้ว แต่บางทีมันอาจเป็นไปไม่ได้ ไม่รู้สิ ตอนนี้มันกำลังจะตาย ฉันคิดว่านะ ตั้งแต่สังเกตเห็นรอยช้ำบนกลีบดอกของมัน สีม่วงๆ ชั่วร้ายกำลังคืบคลานมาจากข้างในดอก และฉันไม่อาจหยุดมันได้ ความตายที่มาจากที่อันแสนไกล มาจากโลกอื่น และเพื่อเป็นการสดุดีให้แก่มันฉันจึงถอนต้นไม้รอบๆบริเวณนั้นจนหมด ไม่เหลือแม้แต่กุหลาบสีอื่นๆ ที่ขึ้นมาหลังจากนั้นด้วย แล้วฉันก็เกลี่ยพื้นที่ทั้งหมดให้โล่ง และเฝ้าดูความเป็นไปทีละเล็กละน้อยของมัน และเมื่อฉันแน่ใจว่ามันได้รับความสงบเพียงพอ ฉันก็เดินทางตามหากุหลาบสีน้ำเงิน จากร้านดอกไม้ทุกร้านในเมือง และนอกเมือง ไกลออกไป ควานหาตามแหล่งที่ร่ำลือกัน แต่ก็ไม่พบ ไม่มีวี่แววเลย มีแต่กุหลาบสีม่วงอ่อนๆ เหมือนเผือก และสีฟ้าอมชมพู หรือไม่ก็เป็นพันธ์ที่เป็นลายแต้มออกสีฟ้าสด แต่ไม่มีสีน้ำเงิน ไม่มีสีน้ำเงินเลยสักดอก ครั้งสุดท้ายที่ฉันเดินมองไปตามร้านค้าในตลาดนัดที่นั่น ฉันได้ข้อมูลมาว่าคนขายดอกไม้ซึ่งหายไปเนิ่นนานนั้นอาศัยอยู่บนเขาไกลออกไปทางทิศตะวันตก ทันทีที่ทราบฉันก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางร่ำลากุหลาบสีน้ำเงินเป็นครั้งสุดท้าย มันจะเป็นการเดินทางที่ยาวนานและฉันอาจไม่กลับมาอีก ฉันขี่รถขึ้นไปตามสันเขาซึ่งชันและทำให้รถของฉันเคลื่อนไปได้อย่างช้าๆ ระหว่างทางฉันมองลงไปข้างล่างและสิ่งต่างๆก็ดูเล็กลงเรื่อยๆ นั่นเป็นแม่น้ำสายหลักของเมือง และนั่นคงเป็นย่านตลาด ถนนสายนั้นเป็นทางที่ฉันขี่รถผ่านไปในทุกค่ำคืน ตรงนั้นคือที่ทำงาน และกุหลาบสีน้ำเงินน่าจะอยู่ตรงนั้น นานมากแล้วที่ฉันรู้สึกว่าเส้นทางบนเขาสูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด กระทั่งฉันมองไม่เห็นอะไรข้างล่างอีก สักพักรถก็ไปต่อไม่ได้ ฉันจึงทิ้งมันไว้ แล้วเดินขึ้นต่อไป ลมหนาวพัดลงมาจากทางสูงชันข้างหน้า และฉันเริ่มเป็นกังวล หรือพวกเขาจะหลอกฉัน มันไม่น่าจะนำมาทำให้เป็นเรื่องขำขันกันเลย ถ้าคนขายดอกไม้ไม่อยู่ข้างบน แล้วถ้าฉันลงไปข้างล่างไม่ได้อีกล่ะ แล้วฉันก็นั่งพักตรงข้างทาง และรู้สึกว่าอากาศเย็นกำลังดีจึงล้มตัวลงนอน ถ้ากุหลาบสีน้ำเงินไม่มีอยู่จริงล่ะ ไม่เคยมีใครพูดถึงมัน และฉันก็ไม่สามารถพูดถึงมันกับใคร เวลาเนิ่นนาน ฉันเพียงแต่มองผ่านสิ่งต่างๆ ราวกับว่าค้นพบพวกมันแล้ว และมันสะเทือนฉันอยู่ภายใน เพราะพวกมันช่างเงียบเหลือเกิน ท้องฟ้าขาวฟ่างตาไปหมด ฝูงนกสีดำบินแต้มเป็นจุดๆ กระพือปีกผึบผับทำให้อากาศสั่นไหว สีเขียวของต้นไม้มากมายจนน่าละอา แสงแดดยามบ่ายทำให้พวกมันดูซีด พื้นดินเป็นสีแดงและลำธารเล็กๆ กระพริบวิบวับ สายลมผ่านมาระลอกเล่า แต่ทำไมต้นไม้ไม่แกว่งไกวนะ? แล้วฉันก็เคลิ้มหลับและฝันว่าเธอเดินเข้ามากระซิบอะไรบางอย่างข้างหู เป็นอะไรที่ฉันคุ้นเคย และเกือบทำให้ฉันสะอื้นไห้ออกมา เธอเห็นฉันไหม เธอว่า ฉันตอบว่าฉันมองไม่เห็นหน้าเธอเลย แสงอาทิตย์ข้างบนเธอมันแยงตาฉัน จำฉันได้ไหม เธอว่า ไม่รู้สิ ฉันมองไม่เห็นเธอ ฉันไม่รู้จักเธอ บางทีอาจนานมาแล้ว ฉันคงลืมไป รู้แต่ว่าฉันตามหาใครสักคน หรืออะไรสักอย่าง ฉันไม่รู้ว่าใช่เธอหรือเปล่า เธอใช่ไหม? ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ เกิดอะไรขึ้นที่นั่นหรือ ทำไมความทรงจำส่วนที่สำคัญที่สุดจึงหายไป เธอลบมันไปแล้วหรือ? ตื่นได้แล้วล่ะ เธอว่า ไม่ฉันตื่นแล้ว กุหลาบสีน้ำเงินกำลังจะตายแล้วนะ กลีบดอกด้านในของมันทะลักออกมา เหมือนมันกำลังบอกอะไรกับฉัน ฉันได้ยินความเศร้า และความขมขื่นของมันดังมาจากที่ห่างไกล และฉันช่วยอะไรมันไม่ได้ ฉันรั้งมันไม่ไหว ความรักของฉันหยุดความตายของมันไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นที่นั่น? ฉันทำอะไรร้ายๆลงไป? ฉันกำลังชดใช้บาปอยู่ใช่ไหม? อย่าเพิ่งไปนะ กลับมาก่อน ฉันจะไปจากที่นี่ ฉันจะออกไปจากโลกที่ฉันอยู่ และเคยอยู่ ฉันจะไปบานย่า บ้านย่าที่ตายแล้ว ฉันจะใช้ชีวิตที่นั่น จะนั่งกลางทุ่ง ฟังเสียงโมบายหอย และเสียงหญ้าฝาดเสียดสีไปตามลม ฉันจะสูดลมหายใจลึกๆ ลึกมากพอที่จะดึงวิญญาณที่สูญหายของฉันกลับมา ลึกมากพอที่จะรั้งเกสรสุดท้ายให้อยู่ในวิญญาณฉัน และฉันจะคิด คิดถึงถนนสายนั้น คิดถึงไฟระยิบไปตามทางเดิน คิดถึงผู้คนที่เดินไปตามถนน คิดถึงดวงดาว ดาวศุกร์อันเจิดจรัส และฉันจะคิดถึงเธอ คิดถึงใบหน้าเศร้าสร้อยของเธอ คิดถึงความอบอุ่น และความชุ่มชื่นที่มันฉายชัดอยู่ในจินตนาการลางเลือนของฉัน และในลมหายใจครั้งสุดท้าย ก่อนที่ฉันจะเป็นอิสระ ฉันจะฝันว่า กุหลาบสีน้ำเงิน จะกลับมาเติบโตและผลิดอกบานสะพรั่งงดงามอีกครั้งอย่างที่มันเคยเป็น
Like this:
One blogger likes this post.
มีนาคม 12, 2010 -
Posted by anan |
เรื่องสั้น
เธอคนนั้นกำลังใช้ความพยามอย่างหนักเพื่อที่จะลืมทุกอย่างให้ได้แต่เธอก็ค้นพบว่ามันสูญเปล่า
หอม
ชีพสะพรั่งนี้ดั่งดอกไม้
หวาน
ความรักไยมิใช่น้ำผึ้ง
แจ่มแจ้งยาวนาน ผ่านครู่คำนึง
ปิติทอซึ้งถึงแก่นชีวิต
….