วาทกรรม-วรรณกรรม

ความรู้สึกสีขาว

ดูเหมือนช่วงเวลาหดแคบลงทุกที ความรู้สึกสีขาวที่รุนแรงเหล่านี้มันคืออะไรกัน เหมือนตอนที่ฉันไปทะเลจ้องมองดูท้องฟ้ายามเย็น และขอบแสงของอาทิตย์ดูจะทอดยาวกว่าเดิม ทั่วทั้งฟ้าเต็มไปด้วยสีครามของหมู่เมฆ มีเพียงรอบๆดวงอาทิตย์เท่านั้นที่เป็นรูโหว่ แล้วอย่างนั้นลำแสงสีขาวจ้าของมันก็สาดลงมา และทำให้เกิดความรู้สึกติดตรึง เหม่อลอยอยู่ในช่องลำแสงของหมู่เมฆ ฉันถามเพื่อนว่าทำไมภาพที่เห็นจึงทำให้รู้สึกสวยงาม เขาบอกว่าเบื้องหลังภาพที่เห็นสอดคล้องกับอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการกำเนิด มันมีเมล็ดพันธ์ที่เป็นภาพลางๆ อยู่ในความทรงจำของมนุษย์ ตอนที่เราใกล้ชิดกับพระเจ้า คือตอนที่เรากำเนิดหรือก่อนกำเนิด และตอนนั้นเราคงเป็นอะไรที่คล้ายๆ เต็มเปี่ยม ตอนนั้นเองฉันจึงเข้าใจและพูดต่อว่า ภายหลังจากที่เราเกิดกันมาแล้ว และมานั่งเป็นฝูงๆ อยู่บนหาดทรายนี้ อยู่บนแผ่นดินที่ทำเราขาดหายไปเสียทุกอย่าง แล้วเราก็นั่งมองฟ้าเห็นภาพนั้น จึงทำเราให้รู้สึกอยากกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ไปอยู่ในตอนที่เรายังไม่เกิดลงมา แล้วนั่งอยู่บนหาดทรายบ้าๆ นี่ ความรู้สึกสีขาวอะไรที่อยู่ในเรา เหมือนกับขาดความสามารถลงสิ้นเชิงที่จะมีชีวิตอยู่หลังจากที่เกิดมาแล้ว ฉันเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เป็นชีวิตในลักษณะที่ว่าเกิดมาเพื่อมีเป็นอยู่บนโลก แต่เป็นเพียงคล้ายๆ พลังงานที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ ไม่รู้สิ คงจะเป็นพวกวัว แต่มนุษย์บางคนก็เป็น ฉันเคยเห็นรูปปั้นมนุษย์ที่มีหัวเป็นวัว ฉันไม่แน่ใจว่า หมายถึงมนุษย์หัววัวตนนี้ที่ฉันกล่าวถึงหรือเปล่า แต่หากเป็นจริง มันคงยากนะ ที่จะคงสภาพตนให้เสถียรได้ ก็ในเมื่อครึ่งหนึ่งอยู่บนสถานที่ๆ ยังไม่ไเกิด อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในที่ๆ เกิดมาเป็นตัวเป็นตน ฉันเคยเห็นภาพคนที่ชี้นิ้วขึ้นไปข้างบน และดวงตาเขาก็มองมาที่ฉัน สำหรับฉันมันไม่ได้เป็นเรื่องราวของการจะไปสวรรค์ แต่มันเป็นยมฑูตสำหรับพวกมนุษย์หัววัวโดยเฉพาะ ยมฑูตเอ๋ย พวกแกคงจะเป็นดวงวิญญาณสีฟ้า เข้ามาทางหน้าต่างตอนพลบเย็น ยืนหันหลังให้ข้า ในขณะที่ข้าเห็นแผ่นหลังสีฟ้าเรืองไปด้วยขอบสีทองของแสงที่เข้ามาทางหน้าต่าง สมมุติว่คนอย่างฉันจะตาย ก็อยากรู้สึกว่ามันเป็นการกลับไปอีกครั้งมากกว่าที่จะตายจริงๆ ศาสนาบอกว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป แต่ฉันก็ไม่เห็นว่ามันเกี่ยวอะไรกับฉันเลย การกระทำของฉันเป็นเพียงการทำให้ร่างกายหยุด นั่นเพื่อปลดปล่อยวิญญาณกลับไปสู่ที่ๆ มันจะมีชีวิตอีกครั้ง แต่ฉันก็คิดว่าเป็นการเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ฉันเป็นตัวอันตราย และบอกกับคนที่ฉันรักว่าให้ไปจากฉันเกิด ไม่นานจากนั้นเธอก็มาบอกว่าอีกไม่นานเธอจะแต่งงานกับชายที่ดีต่อเธอ เธอบอกว่าสำหรับเธอฉันเป็นเหมือนความฝัน แล้วเธอก็ร้องไห้ ฉันบอกให้เธอเอามือจับหน้าฉันที แล้วฉันก็ร้องไห้ออกมา มันยากที่ฉันจะเข้าใจในสิ่งที่ตนทำลงไปทั้งหมด การที่ความรักของฉันไปอยู่กับใครอีกคน และไม่สามารถหลอมรวมกันได้อีก การที่ฉันได้แต่เพียงท่องเที่ยวไป ก็แค่เดินไปอย่างนั้น และการที่ฉันตระหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่า ความคิดฝันของฉันเป็นเพียงจินตนาการของคนป่วย มันทำให้ฉันรู้ว่า ทำไมมนุษย์เราจึงขาดศรัทธาไม่ได้ แม้ว่าศรัทธานั้นจะเป็นเพียงคำโกหก แต่ในตอนนี้ แม้แต่ชีวิตก็ยังแทบไม่เป็นเรื่องจริง ไม่รู้สิ มันอาจจะมีอะไรอยู่ในสีขาวๆ นั้น ก็ฉันเป็นเพียงแค่เด็กโง่ๆ ที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ก็แค่เดินไปอย่างนั้น

พฤศจิกายน 15, 2009 แสดงความเห็นโดย anan | เรื่องสั้น | | No Comments Yet

การร้องไห้ของพวกเด็กๆ

เหมือนฉันผ่านชีวิตมาสักร้อยปี อะไรๆดูนานจนเกินไป วันนี้ฉันเห็นคนทำท่อน้ำเอาหัวมุดลงไปในช่องน้ำทิ้ง และขาของเขาก็ชี้ฟ้า มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเขากำลังเอาหน้าซุกลงไปในอะไรสักอย่างที่เป็นที่ส่วนตัวของเขาเพื่อร่ำไห้หรือตะโกนออกดังๆ ในห้องที่ไม่มีใครได้ยิน  ทั้งๆ ที่เขากำลังทำ กิจวัตรของมนุษย์ นั้นเลย วันนี้ฉันขับรถไปตามทางและมองสิ่งต่างๆ และบอกกับตนเองว่าสิ่งที่ตนมองอยู่นั้นมันคืออะไร ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย ท้องฟ้าสีฟ้าหม่น และมีเมฆดำลอยอยู่ข้าง ขอบๆ ของมันเรืองแสงขาวใส มีช่องเล็กๆ ที่แสงลอดลงมาข้างล่าง ข้างล่างมีท้องนาเขียวๆ เหลืองๆ สลับกัน มีแสงระยิบบนยอดหญ้าและมีฝูงควายกินหญ้าของพวกมัน ในขณะที่ลาตัวหนึ่งยืนตรงนิ่งไม่ไหวติง ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันจึงยืนนิ่งอย่างนั้นได้ พวกสัตว์ไม่น่าจะเหม่อลอย มันควรต้องทำอะไรอย่างฝูงควายสิ  ฉันมองกระทั่งผ้าที่สะบัดของชาวนา และก็บอกตัวเองถึงสิ่งที่ตนเห็นอย่างนั้น ไม่เห็นเกิดประโยชน์นี่กับการคิดถึงสิ่งที่ตนเห็นตนรู้อยู่  บางทีเมื่อฉันกลับมาห้องจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้โฮดังๆ ดังมาจากห้องข้างๆ ฉันนึกว่าเด็กคงจะเอาหน้าซุกหมอนและร้องไห้โฮอยู่ถายในหมอน และเอาขาข้างหนึ่งชี้ฟ้า  มันคงเป็นท่าร้องที่แปลกพิลึก บางที ฉันนึก การที่คนเราเศร้านานๆ และความเศร้านั้นยังคงสะเทือน เหมือนกับว่ามันพุ่งออกไปข้างนอก มันคงไม่มีวิธีใดใช่ไหมจะดีกว่าการที่ร่างกายช่วยบรรเทาความเศร้าเสียใจนั้นด้วยการบิดงอหรือทำท่าที่เหมือนกับจะขับความเศร้านั้นออกมาได้แทนน้ำต่และเสียงโห่ร้อง

ตุลาคม 20, 2009 แสดงความเห็นโดย anan | เรื่องสั้น | | 3 ความเห็น

ครุ่นคิดถึงนวนิยาย

ข้าพเจ้าคิดถึงนวนิยาย แต่ไม่ใช่นวนิยายที่จะนำพาไปสู่แก่นหนึ่ง และหากมีแก่นหนึ่งนั้นจริงก็ต้องใหญ่มากจนไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ อย่าง  แต่ต้องเป็นหนึ่งเดียว  อะไรๆ ที่มันคล้ายๆ หลอมรวม อย่างเช่นความรู้สึกนั้นปรากฏเข้ามาแต่ละขณะ และเป็นความรู้สึกต่างกัน แต่งานเขียนต้องสกัดความรู้สึกต่างๆ นั้นมาเป็นหนึ่ง  ความรู้สึกต่างๆ นั้นต้องถูกขัดเกลา หรือ ยกระดับตัวมันจนกลายเป็นสิ่งที่มีวิญญาณ หมายถึงเป็นจริงพอที่จะกลับเข้าไปสู่จุดแรกเริ่มของมัน หรือมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวมันจนทำให้มีความหลอมรวมได้, การแบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นตอน แล้วหวังว่ามันจะไปรวมอยู่ในหัวคนอ่านทีเดียวเมื่ออ่านจบแล้ว ณ ที่นี้ โลกของข้าพเจ้า มันจะไม่สามารถถ่ายทอดสารที่เป็น “สาระสำคัญ” ได้เลย  เพราะสาระสำคัญดังกล่าวขึ้นอยู่กับการหลอมรวมเป็นสิ่งเดียว เป็นการทำลายเวลาทิ้งไป  ข้าพเจ้าคิดถึงทำนองของดนตรีเสมอ การเข้าแทรกแซงแต่ละห้องๆ แต่ละช่วงขณะ แต่ก็ทำให้รู้สึกทั้งหมด  อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่แค่ปมหนึ่งในบุคลิกผู้เขียน แต่เป็นทั้งหมด  นักเขียนควรนึกถึงอะไรทั้งหมดในตัวเขา ที่ไม่ใช่แต่ละชิ้นแต่ละอันเสมอ เขาจำต้องตระหนักให้ได้ถึงมัน เมื่อเขาพูดถึง “บางสิ่ง” ที่สำคัญในตัวเขา บางสิ่งนั้นย่อมเป็นโลกที่รวมหลากหลายสิ่งในตัวเขาแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแก่นเรื่องจริงๆ ที่ข้าพเจ้าต้องการจะเขียนนั้นไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการของนวนิยาย  เพราะแก่นจริงๆ นั้น บางที เกือบจะไม่มี  จะมีก็แต่เรื่อง  เรื่องที่มันเป็นแก่นในตัวมันเอง  มันแทบจะละลายอยู่ในทุกหยดหมึกที่เขาเขียนเลยทีเดียว ดูเหมือนจะมีอะไรสักอย่างที่มากมาย แต่ข้าพเจ้าไม่อาจเขียนมันได้ ไม่อาจเริ่มได้สักที

ตุลาคม 14, 2009 แสดงความเห็นโดย anan | ความเป็นหนังสือ, ภาพร่างของการเขียน | | No Comments Yet

ความรู้สึกโรแมนติก

ความรู้สึกโรแมนติกเกี่ยวข้องกับความปรารถนาซึ่งจะโยงไปสู่เรื่องเพศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความรู้สึกทางเพศนั้นไหลเวียนอยู่ในกายชายหนุ่ม นั่นทำให้เขามีความสามารถที่จะรัก อารมณ์โรแมนติกดั้งเดิมไม่ได้เป็นจริตของอาการอำพรางความรู้สึกใคร่ต่อเพศตรงข้าม หากแต่เป็นความแรงกล้าของวิญญาณแห่งแรงขับดันทางเพศซึ่งจะยกระดับราคะทางกายเนื้อขึ้นไปสู่เจตจำนงแห่งสัญชาตญาณของสัตว์มีเพศทั้งหลาย ฟรอยส์มีส่วนถูกที่ว่าแรงขับทางเพศมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อารมณ์โรแมนติกแสดงรูปลักษณ์ของแรงขับทางเพศออกมาให้อยู่บนวิถีที่สวยงาม มันเป็นสัญญาณให้เขารู้ว่า เขามีความรักให้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตนเอง และก็ไม่ใช่ความรักซึ่งเกิดจากการสนองความต้องการส่วนตัว อย่างที่ใครๆเข้าใจกัน มันเป็นสิ่งไร้เดียงสากว่านั้น ความผิดพลาดมักเกิดขึ้นจากการสานต่ออารมณ์ดังกล่าวไปในทิศทางที่มีมลทินเรื่อยๆ หรือการดึงมันลงสู่ความสำนึกแห่งโลกประจำวัน –สถานที่ๆ เต็มไปด้วยอัตตามากมาย และอารมณ์โรแมนติกอันไร้เดียงสาก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว –อีกประการ เราจะพบเสมอว่าผู้สร้างมลทินให้กับความรู้สึกเดียงสาทั้งหลาย มักไม่ใช่ผู้อ่อนโยนพอจะสัมผัสอารมณ์โรแมนติกตามที่ข้าพเจ้ากล่าวมาเลย, ข้าพเจ้าได้เพิ่มพูนคุณค่าให้แก่ความรู้สึกดังกล่าว หากแต่มิใช่อารมณ์เพ้อฝันของเด็กสาว หรือความเลื่อนลอยแบบแม่หม้ายขาดรัก มันมีความรู้สึกที่เป็นจริงมากกว่าจินตนาการอยู่ในจุดสุดท้ายของลมหายใจในอารมณ์โรแมนติกนี้ และมันจะชัดแจ้งโดยเฉพาะบุคคลที่รู้จักความเศร้า และความร่าเริง -อะไรๆ ที่มันวางอยู่ในที่เหมาะเจาะของรูปแบบอารมณ์ที่เป็นศิลปะอยู่ในบุคคล อะไรๆ ที่ผสมกลมกลืนกันอย่างดี ณ ที่นั่นบุคคลมักเข้าถึงความไร้เดียงสาของอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์ ความโรแมนติกเป็นหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งข้าพเจ้า –ไม่รู้สิ มันเกือบจะยิ่งใหญ่ สตรีกลายเป็นสัญลักษณ์ขอสถานที่ๆ ชายหนุ่มจะสกัดความรักออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง หรือสตรีกลายเป็นวิญญาณที่จะแบกรับความรักอันหนักอึ้งที่ชายหนุ่มมีให้ต่อโลก -ไม่ว่าจะเป็นโลกใดก็ตาม

ตุลาคม 8, 2009 แสดงความเห็นโดย anan | ทรรศนะ | | No Comments Yet

มหาสัญญะแห่งรัตติกาล

ช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดของวันก็คือช่วงเวลาเย็นโพล้เพล้จนมาถึงพลบค่ำ ในความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาแห่งวันนั้น ฉันเห็นฟ้าสีทองเรื่อแห่งยามเย็นที่ระบายท้องฟ้าอย่างเยือกเย็นและสุขุมที่สุด โยนแสงสุดท้ายแห่งมันฟ่างฟุ้งเข้าไปสู่เหลี่ยมมุมทิศตะวันตก ค่อยๆ แผ่วจางลง ทิ้งให้ท้องฟ้าครามอ่อนที่เหลืออันคณานับยอมสยบโดยดีต่ออำนาจปัญญาของมัน ต้นไม้ฤดูหนาวโล้นใบ เมื่อกลางวันยังคงถลอกร่อนและไม่น่าดูเลย พอตอนนี้ มันถูกลบข้อผอดพลาดทั้งปวงลง ก้มศิโรราบต่อหน้าผืนฟ้าที่แผดจ้า จมลึกเข้าไปในความย้อนแสง หลุดลอยเข้าไปในพลังอำนาจที่แสดงความลึกแห่งราตรีออกมา ด้วยการทาบเหล่ากิ่งหงึกงอแผ่ผึดของมันให้กลายเป็นเงาชัดเข้ม และจงใจแสดงแก่ผู้พบเห็นถึงความน่าเกรงขามนั้น มองมาสิ ความแตกแห่งชีวิตราตรี กะเทาะออกตาเปาะต่อเปาะ ประเดประดังออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน กระเจิงกระจายซ้อนก่ายกันจนยุ่งเหยิง ตวัด ขวัดเขว ระเนระนาดกันจนคลุ้มคลั่งอยู่เต็มฟ้า ทิ่มแทงทะลุเข้าไปในความสังหรณ์อันลึกสุดแห่งมัน ตะโกนไร้เสียงด้วยมหาสัญญะอันตรงที่สุด รุนแรงที่สุด ฉีกกระชากอย่างที่สุด งดงามอย่างที่สุด ความระเบิดออกมาของช่องแคบอันพิศวงแห่งช่วงยามอัสดงนี้ ได้ฟูมฟักบทบาทต่อไปของเทวะน้อยเอาไว้ เทวะแห่งการทำลาย ลงมาจุติแล้วอยู่ในฝูงชนไกลๆ นั่น เหล่าคนซึ่งถูกเกร็นแห่งความมืดปาดป้ายหน้าตาให้ไร้ลักษณ์ มองเห็นเพียงแผ่นสีน้ำตาลตะปุ่มตะป่ำ ไร้ร่องรอยของสีหน้า อารมณ์ และความเฉพาะตัวใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาถูกฆ่าไปแล้วด้วยทัศนภูมิแห่งพญาราตรี มันกดทุกสรรพสิ่งให้อ่อนข้อ แพ้พ่าย และปิดฉากพวกมันด้วยเลือดสีม่วงเข้ม เข้าไปจับทุกสัดส่วนรูปทรง ฉุดกระชากเข้าไปในแผ่นสีทึบไร้มิติ ฝูงค้างคาวกระพือปีกบ้าๆ ของมันออกมาจากฉากอนธกาลนั้น เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมปลุกกำหนัดแห่งป่าให้เจริญเติบโตขึ้น ดอกไม้กลางคืนส่งกลิ่นหอมจาง บ้างก็รุนแรง บ้างก็บางเฉียบผากเข้าไปในสัมผัสของสัตว์ที่เข้าถึงรสได้น้อย สัตว์อายุสั้น เปราะบาง ดำรงชีวิตอยู่เพื่อแพร่พันธ์นับล้าน บ้างก็ลึกล้ำหวานต้น ขมปลาย โรงรินเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในสัตว์ซึ่งมีวิญญาณ สัตว์ชั้นสูงซึ่งสืบสายมาจากเทวะโดยตรง กลางคืนร้อยรัดความจริงจังของมันเข้าไปถึงสัญชาตญาณของสัตว์มีเกิดทั้งหลาย ทรงอำนาจอย่างแท้จริงต่อเจตจำนงของสัตว์ด้านมืด กล่าวกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์ซึ่งอวมอิ่มด้วยช่วงเวลาทุกขณะแห่งวัน ในตอนเช้าผิวของพวกเขาผ่องนวล ต้องแสงทองเกิดเป็นรัศมี ในตอนกลางวันผิวของพวกเขาเจิดจ้าฉายชัด แตกพรั่งออกมาจนถึงขีดสุด ในตอนเย็นบรรดาแสงเจ็ดเฉดจะกลืนเขาเข้าไปสู่เส้นเลือดสีม่วงเข้ม ส่วนตอนกลางคืนสีน้ำเงินเข้มจะไล้ไปตามเรือนร่างพวกเขา ขณะที่ใจกลางของมันเชื่อมต่อโดยตรงกับเอกภพ ตอนกลางคืนเป็นภูมิภพที่เป็นก้นขอดของระดับแสงแห่งวันทั้งหมด หากเขาไม่บรรสานไปกับอำนาจตั้งแต่แรกเริ่มของวัน หากเขาหลุดลอยออกไปจากโลกแห่งเฉดสีตั้งแต่รุ่งอรุณ หากเขากลายสภาพตนเป็นสัตว์ชั้นต่ำปีกแข็งเหล่านั้น -กลายเป็นสัตว์ตัวจ้อยที่บินหลงทางอยู่ในร่างสัตว์สายพันธ์ใหญ่ กลางคืนจะเป็นกำแพงมหึมาซึ่งเขาไม่อยากเจรจาด้วย มันจะเต็มไปด้วยการตวาดใส่ของจ้าวแห่งราตรี บรรเลงเพลงแห่งความจริง ว่าจิตวิญญาณทุกดวงโดยธรรมชาติของวันเวลาทั้งหมดนั้น จะถูกกลมกลืนผสมผสานแนบแน่นที่สุดในช่วงเวลานี้ กายวิภาคของวิญญาณนั้นคือธรรมชาติของแสงแห่งวันที่เริ่มคล้อยลงสู่ความมืดมิด แล้วเจ้าเล่า? เหตุใดจึงทนฝืนอยู่ตรงนี้ เจ้าแมลงปีกแข็งเกิดมีเกิดเป็นไปตามอำนาจบุญกรรมของวิถีชีวิต? สร้างตัวและรวงรังขึ้นมาจากความสมมุติแห่งตน? บิดเบือนวิญญาณให้กลายเป็นวัตถุอันเต้นยุบยิบอยู่ในสมอง? หลับลงต่อกาลจริงเพื่อฟูมฟักเวลาแห่งอารมณ์ พยายามเป็นอิสระแห่งราตรีด้วยการเจาะมันโดยจินตนาการถึงยามเช้า ด้วยการขโมยสถานที่นี้ไปสู่ความหลอกของจิต ด้วยการโหมโรมเริงระบำอยู่กับอนาคต ด้วยการทำทุกชนิด ร่วมมือกับความประดิษฐ์ทุกอย่าง ยังไงก็ได้ เพื่อให้ผ่านพ้นรัตติกาลนี้ไป รัตติกาลที่มีความเที่ยงแท้อย่างที่สุด แต่เป็นรัตติกาลที่เราถูกหลอกลวงง่ายอย่างที่สุด

มันมีอะไรที่บริสุทธิ์อยู่ในตอนนี้ ความง่ายๆ ของการร่วงโรย ความดลบันดาลของการเสื่อมสลาย ความรู้สึกสุดท้ายทั้งหมดถูกดึงออกมาเพื่อชะล้าง เพื่อคลี่ขจาย ไม่มีอะไรเกี่ยวกับความรำลึก ไม่มีอะไรเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่มีการฝืน ไม่มีการตาย มันเข้ามาแผ่วเบาทางหน้าต่าง ผงกศีรษะ ไร้ใบหน้า ไม่มีผู้ใดที่ได้เตรียมพร้อมต่อการนี้ มีแค่เพียงจะไปหรือไม่ หากไป ก็ไร้สิ่งใดแล้วก่อนหน้านั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสรรพสำเนียง เดินทางออกไปแล้ว มันไปพร้อมกันทั้งหมด ไร้ภาวะใด ไร้ช่วงเวลาใด ไร้ความมืด ไร้ความสว่าง

กันยายน 4, 2009 แสดงความเห็นโดย anan | เรื่องสั้น | | No Comments Yet

แมงเม่ามอดไหม้เพราะไฟ  ไฟเป็นแท่นบูชาให้กับการสดุดีของมัน ด้วยชีวิตที่เป็นเถ้าถ่าน

เปลวไฟลุกโชนผ่านดวงวิญญาณข้า!

ตูข้ามอดไหม้ในวิญญาณของไฟ!

สิงหาคม 10, 2009 แสดงความเห็นโดย anan | ทรรศนะ, เรื่องสั้น | | No Comments Yet