ไม่มีชื่อ วันเสาร์
หากจักรวาลไม่มีพระองค์
มนุษย์คงอยู่อย่างฝุ่นผง
ตายอย่างเถ้าถ่าน
หากประสงค์คือพระองค์
มนุษย์ควรเป็นดั่งอาทิตย์
ที่จุดหมายอยู่ปลายฟ้า
และภารกิจเป็นนิรัน
ดั่งความตายที่ไร้จุดจบ
พระองค์ คือ เอื้อนเอ่ยมิได้
ไม่พบจุดเริ่มและจุดจบ
ความไม่รู้อันพรั่งพรูเท่านั้น
ที่สัมผัสเพียงปลายนิ้ว แผ่วเบา และลืมเลือน
เหมือนทารกกระพริบตา
ความรู้สึกข้า เป็นเงาแห่งวิญญาณข้า
ที่กระซิบแนบใกล้พระองค์
เป็นอาหารสุดท้ายที่ข้าบำเรอกาย
ลมหายใจข้าเป็นสุขติ
ที่ระบายลงสู่ท้องอันปวดร้าว
ให้ข้าฆ่าโลกวัตถุสิ้น
นี่เป็นเพลงที่พระองค์โปรดสดับ
ฟังกายข้าที่เร้าร้อนและลุ่มหลง
ค่ำคืนนี้พระองค์จะมา
ขโมยรักข้า ซ่อนความมืดจากข้า
ไปสู่สว่าง
แสงสีฟ้า
แสงสีฟ้าอาบทั้งห้อง และเข้าไปในหัวใจ เต้นกับลมหายใจเข้า ความอ่อนล้าไม่ใช่จากกาย แต่จากลมหายใจเก่าๆ แก่ๆ ที่ไม่ผ่านพ้นไป ในความสงัด ได้ยินเสียงหัวใจผ่านหู บอกว่ามันอึงอลอยู่ในโลกของการเกิดซ้ำ ถูกโบยและเฆี่ยนตีด้วยแซ่ของเวลา ร่ายมนต์หยากไย้ที่มีแต่ความตายของเหล่าแมลงแห่งวัน
ความเงียบดั่งระฆัง
ความรู้สึกที่รออยู่เบื้องหน้า ทั้งใกล้และไกล ตื้นและลึก มือวางลง คำพูดพล่ามบ่น …ลมพัดเข้ามา ผ้าม่านปลิวไหว ต้นไม้โบกพัด ท้องฟ้าริบระยับด้วยเหล่านก และแสงแดด รายละเอียดพรั่งพรู สิ่งสัมผัสยิบย่อยและหลากล้น ลมพัดแสงแดดจ้าเข้ามาทางหน้าต่าง สีขาวแห่งความสดชื่น และกลิ่นของสีเขียว กายเนื้อสั่นไหว และสุ้มเสียงกระพือพัด เสียงเหล่านกและความเงียบงันของมัน ตีระรัวเข้าไปในอากาศ ความเงียบดั่งระฆังกังวาน เสียงของสิ่งต่างๆ ประสานรับ โลกคล้ายสุสานที่สันติ ความตายอันอบอุ่นตื่นขึ้นจากชีวิต ข้าฯรออาทิตย์รับฟัง ความนิรันจงกลบหน้า ความเศร้าและน้ำตาของความสลาย –เหตุใดข้าฯจึงสะเทือนใจดั่งระฆังที่วิงวอนต่อความเงียบ?
ในตอนนี้
ในตอนนี้ ฉันได้พาตัวมาถึงฝั่ง ซึ่งมีเธออยู่
เบื้องหลังฉัน เป็นเหมือนทะเลที่ไร้สาระ
และฟากฝั่งโน้น เหมือนความฝันของคนเสียสติ
ฉันเสาะหาแผ่นดินที่ตนจะได้ชีวิตกลับคืน
ด้วยความกระหาย
และไม่เคยรู้มาก่อน ว่าบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ในใจเธอนั้น
บานประตูเล็กๆ ที่อยู่ในดวงตาเธอนั้น
บอกว่าฉันได้ครอบครองแล้ว ซึ่งแผ่นดินที่ตนเสาะหา
เธอสกัดเอาส่วนที่ดีที่สุดของโลกนี้ ให้ฉันเห็น
และเมื่อเธอจับมือฉัน ราวกับเธอได้บอกว่า
โลกที่ดีที่สุดนี้ ยังมีฉันอยู่
เธอคือโลกของฉัน ที่ฉันดั้นด้นว่ายน้ำข้ามมา
ในความรักอันอ่อนโยนของเธอ
เปรียบดังกระจกสะท้อนให้เห็นวัยเยาว์ของฉัน
ให้เห็นความรักของฉัน
ที่ฉันและผู้คนทั้งโลกขาดแคลน
ความรักจะหว่านเมล็ดพันธ์ของมัน
ลงบนแผ่นดินที่สร้างใหม่
งอกเงยความฝันใหม่ๆ
อยู่ในโลกเก่าๆ ที่คร่ำครึ
เราสองจะติดตามความรักที่ลึกซึ้งที่สุด
ที่พระเจ้าได้มอบให้กับมนุษย์เมื่อแรกเกิด
แม้จะต้องต่อสู้กับความเกลียดชังมากมายที่ครอบงำเรามานานนับปี
และฉันสัญญา, ฉันจะมั่นคงดุจหัวใจที่ได้รับจากเธอขณะนี้
ฉันจะดูแลให้พืชพันธ์นี้เติบโต และส่งมอบให้กับเธออีกครั้ง
เหมือนกับที่ใครบอกว่า
สตรีสร้างโลกที่งดงามแต่ไม่เคยได้อยู่ที่นั่น
ชายหนุ่มอยู่ที่นั่นแต่กลับไม่พบเห็น
ทว่าตอนนี้อย่างน้อยฉันก็ฝันว่าจะได้พบมัน
และฉันจะพาเธอมาอยู่ด้วยกันให้ได้
สักวันหนึ่ง
แย้งพวกอัตถิภาวะ
มีอะไรบางอย่างคล้ายกับสะพานข้ามสู่อีกฝั่ง –มันเป็นภาพลักษณ์ของความว่างเปล่าที่ผมนึก มันเป็นช่องว่าง ไม่ได้เป็นลานกว้างไม่รู้สิ้น เหมือนกับความรู้สึกถึงความว่างเปล่าเมื่อก่อนนี้, ผมคิดว่าตนเข้าใจและพออธิบายได้
ความว่างเปล่าเป็นจิตสำนึก ไม่ได้เป็นความจริง –ไม่ได้เป็นความจริงตามที่จิตสำนึกเรารู้สึก หรือที่จิตสำนึกเราให้คุณค่า ความเชื่อถือ หรือความหนักแน่นว่าเป็นภาพลักษณ์ของความจริง ในจิตสำนึก ในวิธีการ ในกลไกของมัน –ในร่องเฟืองที่หมุนไปของมัน ไม่สามารถเชื่อถือสิ่งที่ตัวมันทำ มากกว่าพลังผลักดันจากภายนอก –ซึ่งเป็นข้อสรุปที่หาเหตุผลไม่ได้ และมันขับเคลื่อนไปดั่งความว่างเปล่า เพราะตัวมันหาแก่นสารใดไม่พบ -ความคิด –อาจเป็นตัวกลางเดียวที่เชื่อมเราไว้กับจักรวาล และเมื่อมันมีคุณค่า พลังถึงเพียงนี้, เมื่อมันได้รับพรจากพระหัตถ์ของพระเจ้าถึงเพียงนี้ มันย่อมไม่มีทางตระหนักถึงคุณค่าในกิจกรรมทางโลกได้เลย ความคิดสูญเสียพลังไปกับการรับใช้ในสิ่งที่ไม่คู่ควร ได้แก่การเป็นจิตสำนึก –บางทีผมอาจพูดกลับกันระหว่างความคิดกับจิตสำนึก- ความว่างเปล่านั้นเป็นกลลวงจากการกระทำของความคิดเอง จิตสำนึกใช้เวลาเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ หรือพูดได้ว่าเวลาไม่มีอยู่หากไร้จิตสำนึก จิตสำนึกจะสั่นคลอนหากมันตระหนักว่าเวลาที่มีอยู่ไร้ความหมาย ถึงอย่างนั้นการตระหนักดังกล่าวก็มีพื้นฐานมาจากเวลา การปฏิเสธจิตสำนึกก็ยังเป็นจิตสำนึก เมื่อบุคคลเริ่มถามว่าเกิดมาทำไม คำถามนั้นไม่มีคำตอบที่อยู่ข้างหน้า มีแต่การถามถึงสาเหตุของคำถามนั้นมันเป็นเบื้องหลังที่นำเขาไปสู่พื้นฐานของจิตสำนึกตน
บางทีผมรู้สึก บางทีถึงกับตกใจกลัว และไม่รู้สาเหตุ รู้แต่ว่ามีช่องว่างๆ เหมือนสะพาน-อะไรสักอย่าง ตอนที่ผมตระหนักว่าตนยังมีชีวิต เป็นคนบนโลกนี้นั้น โลกนี้ก็ทำผมกลัว เพราะโลกตามที่เราถูกมันสร้างความรู้สึกนั้น คงไม่มีอะไรพ้นจากจิตสำนึก –ซึ่งบางทีก็คล้ายกับนาฬิกานั้นเอง, อะไรสักอย่างที่ทำให้ผมไม่สบายใจเหมือนกับแดดตอนบ่าย โลกนี้ไม่ว่างเปล่าตามความหมายของพวกอัตถิภาวะน่าเบื่อพวกนั้น มันเต็มไปด้วยรายละเอียด เต็มไปด้วยความละลาน หลากล้น และเบื้องหลังของมันก็พวยพุ่งมิได้หยุดหย่อน ถ้าความว่างเปล่าสัมพันธ์กับเวลา เวลาก็หลีกไม่พ้นที่ต้องสัมพันธ์กับโลก และตลอดเวลานาทีที่ผมเห็น โลกไม่ได้ว่างเปล่าเลย สายลมก็ยังเย็นสดชื่น แสงแดดยังร้อน และสีของดอกไม้ก็สวยเสมอ นั่นเป็นความจริง และเราไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าเป็นเพียงแค่ความจริงอัตวิสัย เพราะมันอยู่ในขอบเขตของจิตสำนึกบุคคล, เท่าที่ผมรู้ จิตสำนึกบุคคลบางมิติสามารถยืนยันความเป็นจริงของจักรวาลได้ และมันเป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่เราพบอยู่ในขณะนี้
ความว่างเปล่าลดช่องว่างลงมาตามวุฒิภาวะของบุคคล แต่ความว่างเปล่าก็ไม่ได้เป็นสารัตถะของมนุษย์แต่อย่างใด เพราะความคิดเป็นพียงตัวกลาง ไม่ได้สร้างมนุษย์ โดยเฉพาะร่างกายของมนุษย์ ความว่างเปล่าเป็นผลจากพลังที่ถดถอยของมนุษยชาติ ผมยืนยันว่าความสิ้นหวังของพวกอัตถิภาวะนั้นเป็นเพียงของที่ยังไม่สุกของนักปรัชญาที่คิดจุกจิกเหมือนหญิงชรา ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีเลือดเนื้อ -คำว่าเลือดเนื้อหมายถึงเป็นจริงกว่าปรัชญาก่อนหน้านั้นซึ่งแทบจะไร้ประโยชน์ต่อบุคคลที่ต้องการออกจากภวังค์ของมนุษยชาติตอนนี้
———————————
หากบุคคลไม่เข้าใจจิตสำนึกมากพอ “การรู้เท่าทันสติ” อันเป็นสูตรของนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็เป็นเพียงเครื่องมือให้กับจิตสำนึกในอีกทางหนึ่งเท่านั้นเอง
พุทธศาสนาในขณะนี้เป็นเพียงการสร้างเครื่องมือให้มาจัดการจิต ไม่ได้เป็นการจัดการจิต
ยี่สิบกุมภาพันธ์
อากาศภายนอกตอนสาย อบอุ่น บริสุทธิ์ และสดชื่น โลมเลียร่างกายอีกครั้ง เหมือนชุบชีวิตใหม่ หน้ากระดาษปลิวสั่นไหว เสียงใบไม้ซาซา ลมแรงขึ้นและมาพร้อมกับกลิ่นอายชื่นของดินอุ่น เหมือนมาจากที่ไกล เหมือความไกลของเสียงหญ้าฝาดที่อยู่ริบๆนั่น
เหมือนลมได้พัดความยุ่งเหยิง ความหยาบ ฝุ่นผงในใจออก และเหลืออะไรสักอย่างที่ชัดเจนขึ้น และอยู่ลึกๆ ติดอยู่ในราวกับวิญญาณ –เลือดของวิญญาณ และมันคล้ายความตาย ความตายที่กลับมาอีกครั้ง ปีกของมัน ความมั่นคงและแข็งกล้าของมัน ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ เหมือนตะขอที่เกี่ยวรั้งสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวมัน ทั้งปรารถนา ทั้งหวั่นไหว สัญลักษณ์ทางเพศมีความเกี่ยวข้องกับความตาย เรารู้สึกได้ มันคล้ายสามเหลี่ยม เหมือนตัวตนฝังอยู่ในความเป็นวัน วันวาน และวันพรุ่ง และตอนนี้ความสิ้นสูญอยู่ตรงกลาง ตรงยอดของปีรมิด มันแหลม และดุจถูกแทง เข้าไปในวันเหล่านั้น รากฐานโอนเอน และผืนดินเหนี่ยวรั้ง
ทำไมพุทธองค์จึงหงายมือแทนที่จะคว่ำ? มันคลายจากความมั่นคงทางกาย และแรงโน้มถ่วงและรับความว่างเปล่าของความไม่แน่นอน ไร้สูญและจุดสิ้นสุด ลมหายใจที่คลายอกไประเหยขึ้นทางฝ่ามือนั้น
ข้าไม่อาจพรรณนาได้หมด เหมือนมันไม่อาจหยุดพวยพุ่งลงได้ เหมือนหัวใจข้าไม่อาจหยุดเต้นลงได้ จากเสียงคำรามแห่งเลือด
-
คลังเก็บ
- มกราคม 2012 (1)
- กรกฎาคม 2011 (1)
- มิถุนายน 2011 (1)
- พฤษภาคม 2011 (1)
- เมษายน 2011 (1)
- กุมภาพันธ์ 2011 (1)
- พฤศจิกายน 2010 (1)
- กันยายน 2010 (1)
- สิงหาคม 2010 (2)
- กรกฎาคม 2010 (1)
- พฤษภาคม 2010 (1)
- เมษายน 2010 (1)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS